เปิดปฏิบัติการ ‘เผยเงาเหนือ’ จับ 3 ผู้ต้องหา ใช้ ‘พ่อทิพย์’ แจ้งเกิดเท็จให้ลูกชาวจีนได้สัญชาติไทย
DOPA N.I.C.E. เปิดปฏิบัติการ ‘เผยเงาเหนือ’ บุกจับ ‘ชายจีน–พ่อทิพย์’ ชายไทยรับรองแจ้งเกิดลูกวัย 12 ปี อ้าง เข้าใจว่าเป็นลูกตัวเองก่อนรู้ผลดีเอ็นเอ (DNA) พบชายจีนได้สัญชาติไทยกรณีตกสำรวจปี 2532 ทั้งที่พ่อแม่ไม่ใช่คนไทย พ่วงพฤติการณ์รับจ้างทำบัตรเลข 0 เลข 6 และเลข 8 ให้คนต่างด้าวผิดกฎหมาย เตรียมแถลงผล 11.00 น.
วันนี้ (9 ต.ค. 69) เวลา 09.30 น. กรมการปกครองร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการ ‘เผยเงาเหนือ’ บุกตรวจค้นบ้านพักย่านวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร พร้อมจับกุมนายอี้หลง แซ่จาง ชายสัญชาติจีน, น.ส. จินกุ้ย หลี่ หญิงสัญชาติจีน และนายวุฒิชัย ศรีรักษา บิดาทิพย์ หลังพบพฤติการณ์ใช้ชายไทยรับรองการแจ้งเกิดบุตรอันเป็นเท็จ เพื่อให้เด็กมีสถานะเป็นบุคคลสัญชาติไทย
ปฏิบัติการครั้งนี้มี พล.ต.ท. สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ท. นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และนายวิทูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน DOPA N.I.C.E. ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการปราบปรามขบวนการอาชญากรข้ามชาติที่ใช้ช่องทางทะเบียนราษฎรเพื่อสร้างสถานะเป็นคนไทยโดยมิชอบ
คดีนี้เริ่มจากเมื่อวันที่ 2 ส.ค. 69 เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง ตรวจพบเด็กชายอายุ 12 ปี เตรียมเดินทางไปประเทศจีนพร้อมมารดา คือ น.ส. จินกุ้ย หลี่ และนายอี้หลง แซ่จาง แต่เอกสารการเดินทางไม่มีหนังสือยินยอมจากบิดาตามสูติบัตร เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบความสัมพันธ์ด้วยวิธีตรวจสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ (DNA) ผลพบว่า นายอี้หลงและ น.ส. จินกุ้ย เป็นบิดาและมารดาที่แท้จริงของเด็ก แต่กลับไม่มีชื่อของนายอี้หลงเป็นบิดาในสูติบัตร ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการแจ้งเกิดเด็ก

จากการสืบสวนพบว่า มีการนำชายสัญชาติไทยรายอื่นมารับรองการแจ้งเกิดเด็กเป็นบิดา ทั้งที่ไม่ใช่บิดาที่แท้จริง นอกจากนี้ ยังตรวจสอบพบว่า นายอี้หลงได้รับสัญชาติไทยจากการเพิ่มชื่อกรณีตกสำรวจเมื่อปี 2532 ณ สำนักทะเบียน อ. แม่สาย จ. เชียงราย ทั้งที่บิดาและมารดาไม่ใช่คนไทย และเข้าทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรกเมื่ออายุ 27 ปี
เจ้าหน้าที่ยังพบว่า นายอี้หลงจดทะเบียนบริษัทเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยถือหุ้นร้อยละ 51 มีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท และมีพฤติการณ์เป็นนายหน้ารับจ้างจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือบัตรเลข 0 รวมถึงบัตรเลข 6 และเลข 8 ให้แก่บุคคลต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย
กรมการปกครองได้มอบหมายให้ อ. เวียงแก่น ร้องทุกข์กล่าวโทษนายอี้หลงต่อพนักงานสอบสวน สภ. เวียงแก่น เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 69 ในความผิดเกี่ยวกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน การใช้หลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อให้มีชื่อในทะเบียนราษฎรโดยมิชอบ และการยื่นคำขอมีบัตรโดยแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงต่อเจ้าพนักงาน
ต่อมาเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 69 กรมการปกครองประสานเจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ ฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขตบึงกุ่ม ร้องทุกข์กล่าวโทษ น.ส. จินกุ้ย หลี่ และชายไทยที่ถูกระบุว่าเป็นบิดาทิพย์ ในความผิดเกี่ยวกับการร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ การใช้เอกสารที่เกิดจากการกระทำความผิด และการยื่นคำขอมีบัตรโดยแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ
คดีนี้มีการออกหมายจับผู้ต้องหา 3 คน รวม 3 หมาย ได้แก่ ชายสัญชาติไทยที่เป็นบิดาทิพย์ ชายสัญชาติจีนซึ่งเป็นบิดาที่แท้จริง และหญิงสัญชาติจีนซึ่งเป็นมารดา นอกจากนี้ จากการตรวจค้นสำนักทะเบียนท้องถิ่น เขตบึงกุ่ม และโรงพยาบาลเอกชนในพื้นที่เขตบึงกุ่ม ยังพบข้อมูลการแจ้งเกิดบุตรในลักษณะเดียวกัน โดยมีบิดาสัญชาติไทยและมารดาต่างด้าว เจ้าหน้าที่จึงระงับความเคลื่อนไหวทางทะเบียนและดำเนินการยกเลิกเพิกถอนรายการที่เกี่ยวข้องแล้ว
ด้านนายวุฒิชัยเปิดเผยว่า เคยคบหาและอยู่กินกับหญิงจีนรายดังกล่าวประมาณ 4–5 เดือน โดยเข้าใจว่าเด็กเป็นลูกของตนเอง กระทั่งทราบผลตรวจดีเอ็นเอ (DNA) ว่าไม่ใช่บุตรที่แท้จริง พร้อมระบุว่าเรื่องผ่านมาประมาณ 13 ปีแล้ว และปัจจุบันตนเองมีภรรยาและลูกใหม่แล้ว
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เตรียมแถลงผลการดำเนินปฏิบัติการ ‘เผยเงาเหนือ’ ที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.) วังทองหลาง เวลา 11.00 น. วันนี้














