‘เท้ง’ ชี้ยื่นซักฟอกไม่ได้พุ่งเป้าฮั้ว สว. อย่างเดียว
‘เท้ง’ ชี้ยื่นซักฟอกไม่ได้พุ่งเป้าฮั้ว สว. อย่างเดียว ไม่ขอตอบปมระบอบ น. บอกไม่อยากแจกการบ้านล่วงหน้า โยน ‘กล้าธรรม’ แจงยืนฝั่งไหน ปัดวัดใจ ‘เพื่อไทย’ ขอให้รอดูตอนลงมติ ด้าน ‘โสภณ’ คาดเปิดประชุมช่วงปลาย ต.ค. นี้ รอ ครม. เสนอวัน
วันนี้ (8 ต.ค. 69) ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์หลังพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 รวมทั้งสิ้น 18 คน ต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเนื้อหาที่กล่าวถึงการฮั้ว สว. ว่าจะเป็นประเด็นที่ทำให้ประธานสภาฯ วินิจฉัยว่าไม่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายณัฐพงษ์ระบุว่า อยากให้นายโสภณคงเส้นคงวากับคำพูดของตนเอง ท่านเคยให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่าเรื่องนี้ไม่เป็นประเด็นแต่อย่างใด สำหรับเกณฑ์ในการอภิปรายรัฐมนตรีแต่ละคน เรามองเรื่องหลักฐานใบเสร็จที่เห็นชัด ครั้งนี้เราอภิปรายต่อระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความเป็นประชาธิปไตย หลักเกณฑ์ทั้งหมดเป็นสิ่งที่พวกเราใช้ในการพิจารณา เราเชื่อมั่นในข้อมูลหลักฐานที่เรามี
เมื่อถามว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดเพียงพอที่หลังการอภิปรายแล้วจะยื่นเอาผิดต่อหน่วยงานต่าง ๆ หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เป็นการทำหน้าที่ในฐานะถ่วงดุลตรวจสอบรัฐบาลอยู่แล้ว พยานหลักฐานทั้งหมดหลังการอภิปราย เราจะดำเนินการทุกอย่าง ใช้เอาผิดรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลได้ ส่วนผลที่เกิดขึ้นจากการลงมติ ตนเองเรียกร้องไปยังเพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล อย่าลืมว่า สส. ทุกคนทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้าดูตามพยานหลักฐานที่เราเปิด อยากให้ทุกคนทำหน้าที่ลงมติในสภาฯ อย่างตรงไปตรงมา
นายณัฐพงษ์ยังสื่อสารถึงพรรคกล้าธรรม เนื่องจากเป็นพรรคเดียวที่ยังคลุมเครือ ในทางปฏิบัติหลายคนอาจจะเห็นและเข้าใจสาเหตุที่ญัตตินี้อาจไม่มีพรรคกล้าธรรมมาลงชื่อด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคกล้าธรรมอาจจะต้องชี้แจงด้วยตนเอง
เมื่อถามถึงข้อความที่ระบุในญัตติเรื่องระบอบ น. ว่าหมายถึงอะไร นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ถ้าให้รายละเอียดจะเป็นการแจกการบ้านล่วงหน้า สื่อมวลชนมีญัตติในมืออยู่แล้ว น่าจะเห็นเนื้อหาว่าอยู่ในกรอบตามญัตติอย่างไรบ้าง รออภิปรายวันจริงดีกว่า
ส่วนที่กังวลว่าญัตตินี้เน้นเรื่องฮั้ว สว. มากกว่าปัญหาประชาชน เช่น น้ำท่วม จะสามารถเอารัฐบาลลงได้จริงหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า รายชื่อทั้ง 18 คนยังมีหลายบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในสำนวนของคดีโกง สว. ดังนั้น เราคงไม่ได้พุ่งเป้าไปที่คดีโกง สว. อย่างเดียว แต่รวมถึงการใช้อำนาจในทางมิชอบ เป็นการใช้อำนาจนิติบัญญัติของเราในสภาฯ ถ้าเห็นข้อมูลข้อเท็จจริงรายบุคคล รอดูวิธีการลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า สส. แต่ละคนมีการลงมติอย่างไร
ส่วนจะเป็นการวัดใจพรรคเพื่อไทยด้วยหรือไม่ เพราะไม่มีการอภิปรายถึงรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เราเตรียมญัตตินี้มาตามเนื้อหาข้อเท็จจริงเป็นหลัก อย่างแรกต้องมีหลักฐานที่มีน้ำหนักระดับหนึ่ง และเราเปิดกระบวนการให้พรรคฝ่ายค้านทุกพรรคเสนอมา 18 รายชื่อนี้ ยืนยันเป็นไปตามกระบวนการ
ด้าน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส. บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เราถือว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 เป็นมาตรการสำคัญสูงสุดในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาล เราพบชุดของข้อมูลที่ชี้ให้เห็นชัดถึงพฤติกรรมในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐมนตรีที่เราเห็นว่าการบริหารราชการแผ่นดินผิดพลาด ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างแท้จริง
ประสบการณ์ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในแต่ละยุคที่ผ่านมา สิ่งสำคัญอยู่ที่ชุดของข้อมูลที่ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาด บกพร่อง ผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และเป็นพฤติกรรมที่กระทำไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะหลักจริยธรรมหรืออื่น ๆ ซึ่งจะทำให้สังคม โดยเฉพาะประชาชนที่ติดตามการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ได้เห็นอย่างชัดเจนว่า ท้ายที่สุดแล้ว รัฐมนตรีท่านนั้นสมควรที่จะไว้วางใจให้ทำหน้าที่รัฐมนตรีต่อไปอีกหรือไม่ โดยเรื่องฮั้ว สว. เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง หลายเรื่องอาจจะยังไม่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อ แต่จะมีในตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราแจ้งกับประธานสภาฯ ไปแล้วว่า จะขอเวลา 5 วัน หวังว่าจะได้รับการตอบรับ
ขณะที่นายโสภณ ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรอบเวลาว่า ภายหลังการยื่นญัตติประมาณ 14 วัน เบื้องต้นตนเองได้คุยแล้วว่า อยากได้ช่วงปลายเดือน ต.ค. สุดแล้วแต่ขั้นตอนการตรวจสอบและเสนอให้ ครม. ยื่นวันมา แต่สภาฯ จะดำเนินการให้เร็ว
เมื่อถามว่า เรื่องฮั้ว สว. สามารถอภิปรายได้ใช่หรือไม่ นายโสภณระบุว่า เรื่องไหนที่ผูกพันก็พูดได้ ถ้าอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ที่ถูกอภิปราย ต้องดูว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้รับผิดชอบหรือไม่
“คนทำหน้าที่ประธาน สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องยึดข้อบังคับ เพื่อให้การบริหารการประชุมเรียบร้อย ถ้าประธานไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ การควบคุมจะลำบาก ผมยึดแนวข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าฝ่ายตอบหรือถาม รัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ให้เป็นไปตามข้อบังคับ ไม่เอนเอียง” นายโสภณกล่าว













