POLITICS

‘สิทธิโชติ’ กกต. เสียงข้างน้อย แฉคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ไม่นัดประชุม 45 วัน อ้างหมดวาระ-ติดภารกิจ ตปท.

‘สิทธิโชติ’ กกต. เสียงข้างน้อย แฉคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ไม่นัดประชุม 45 วัน อ้างหมดวาระ-ติดภารกิจ ตปท. ทำคดีล่าช้า ชี้ เคยคัดค้านมติ 4:3 ไม่รับหลักฐานเส้นเงินจาก DSI เกี่ยวพันผู้ถูกกล่าวหา 8 คน

วันนี้ (30 ก.ย. 69) นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างน้อย ร่วมเสวนา “คดีฮั้ว สว.: เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” โดยราชบัณฑิตยสภา ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคาร C

นายสิทธิโชติกล่าวถึงคดีฮั้ว สว.ว่า ตั้งแต่การรับสมัคร 20 กลุ่มอาชีพให้ถูกต้อง ถือเป็นเรื่องน่าปวดหัวตั้งแต่เริ่มแรก การบริหารจัดการทุลักทุเลพอสมควร ส่วนตัวเชื่อว่าผู้ที่ร่างกฎหมายนี้เห็นแล้วว่า กกต. ไม่สามารถทำได้เอง จึงไปอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายปกครอง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะต้องวินิจฉัยว่าผู้สมัครมีคุณสมบัติถูกต้องตามกลุ่มอาชีพหรือไม่ โดย กกต. มักอ้างแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในกรณีหนึ่งว่า หากระดับอำเภอรับสมัครมาแล้วก็ถือว่าชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตนเองเป็นฝ่ายที่คัดค้านว่าควรมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อไต่สวนว่าคุณสมบัติถูกต้องจริงหรือไม่

สำหรับกรณีโพยฮั้ว เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบโพยจำนวนมากในรอบการเลือกระดับประเทศ ในการเลือกรอบบ่ายจึงให้ดำเนินการจัดพิมพ์ใบแนะนำตัวหรือใบ สว. 3 ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เป็นการแก้ไขเฉพาะหน้า ในเวลานั้นตนเองก็เพิ่งมาเป็น กกต. ได้ 2 เดือน การบริหารจัดการในเวลานั้นไม่ค่อยดี เมื่อผู้สมัครรู้ตัวล่วงหน้า จึงเกิดความวุ่นวายดังที่ปรากฏในคลิปต่าง ๆ ซึ่งได้พยายามทำให้ดีที่สุดแล้ว แต่เรื่องนั้นก็ผ่านมาตามข้อเท็จจริงที่ได้รับทราบ

ส่วนเหตุผลในการตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 เนื่องจากเดิม กกต. มีคณะกรรมการฯ ลักษณะดังกล่าวอยู่แล้วจำนวน 25 คณะ แต่เนื่องจากคดีฮั้ว สว. มีเรื่องร้องเรียนจากทั่วประเทศ โดยเบื้องต้น กกต. ได้ยกคำร้องในระดับอำเภอทั้งหมด เนื่องจากพยานหลักฐานไปไม่ถึง ตนเองจึงได้หารือกับคณะกรรมการ กกต. ว่า หากเรายกคำร้องทั้งหมด ทั้งที่ประชาชนรู้อยู่แล้วว่ามีอะไรเกิดขึ้น กกต. จะให้ความเป็นธรรมกับแผ่นดินนี้ได้อย่างไร

ทั้งนี้ หลังจากการเลือก สว. แล้วเสร็จ 6 เดือน กกต. จึงขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงาน เพราะมีความเห็นว่า หาก กกต. ลงพื้นที่สืบพยานหลักฐานหรือสอบปากคำเอง อาจไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับเจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จึงนำมาสู่การตั้งคณะกรรมการร่วมกันเพื่อเป็นฝ่ายให้บริการด้านข้อมูลจากการสืบสวนในสำนวน

อย่างไรก็ตาม ไม่กี่เดือนหลังจากตั้งคณะกรรมการฯ มา ได้มีผู้ใหญ่จากฝั่งตำรวจโทรมาถามตนเองว่าคณะกรรมการฯ นี้จะทำงานจริงหรือไม่ เพราะตั้งแต่นัดประชุมครั้งแรกแล้วก็ไม่มีการนัดประชุมอีกเลย และไม่มีการใช้บริการด้านข้อมูลแต่อย่างใด จนเวลาล่วงเลยมาเป็นปี

“DSI ในเวลานั้นก็อยู่ภายใต้พรรคการเมืองอีกพรรคหนึ่ง ผู้ถูกกล่าวหาก็เป็นอีกพรรคหนึ่ง จึงเป็นปัญหาทางการเมืองที่ยุ่งไปหมด ในเวลานั้นหาก กกต. กระโดดเข้าไปรับลูกจะเหมือนกับเลือกฝั่ง ไม่มีความเป็นกลาง เราควรนั่งฟังก่อนว่าต้นสายปลายเหตุเป็นอย่างไร เราไม่อยากให้คนสงสัยว่าเราเข้าไปอยู่ฝ่ายไหน กระบวนการจึงล่าช้าไประยะหนึ่ง”

นายสิทธิโชติกล่าวต่อว่าเมื่อยังไม่มีความคืบหน้าทางสำนวนที่จะทำงานได้ กกต. จึงตั้งคณะกรรมการไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ขึ้นมา เพื่อดำเนินการในฝ่าย กกต. โดยมีการเรียกข้อมูล หลักฐาน และพยานจาก DSI มาสอบใหม่ทั้งหมดเพื่อยืนยัน แม้กระทั่งพยานที่ 16/26 ที่กลับให้การ ก็เคยมาให้การยืนยันกับคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 อีกเป็นครั้งที่ 3 จึงเป็นเหตุให้ตนเองมีข้อสงสัยดังกล่าว และมีความเห็นเป็นเสียงข้างน้อย

จากนั้นเมื่อมีการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ตนเองทราบว่าประธานอนุกรรมการดังกล่าว กกต. ท่านหนึ่งตั้งมา ไม่มีการเรียกประชุมเลยถึง 45 วัน นับตั้งแต่ตั้งคณะอนุกรรมการฯ โดยอ้างว่าติดภารกิจต่างประเทศ เมื่อการพิจารณาล่าช้าจึงมีผลกระทบว่า กกต. บางคนหมดวาระแล้ว จึงมีการแต่งตั้ง กกต. ใหม่มาแทน ซึ่งตนเองจะไม่ก้าวล่วงความเห็น เพราะแต่ละคนก็มีดุลยพินิจ

นายสิทธิโชติยังชี้แจงถึงกรณีที่ กกต. ออกเอกสารข่าวชี้แจงพาดพิงตนเองกรณีที่อ้างว่า กกต. มีมติ 4:3 เสียง ไม่รับสำนวนและเอกสารหลักฐานเส้นทางการเงินจาก DSI โดยระบุว่าระหว่างที่พิจารณาอยู่ DSI มีหนังสือแจ้งมาว่าในสำนวนคดีฟอกเงินมีทั้งภาพถ่าย เส้นทางการเงินและเส้นทางการโทรศัพท์ซึ่งเกี่ยวพันกับผู้ถูกกล่าวหาประมาณ 8 คน หาก กกต. ต้องการพยานหลักฐานในสำนวนนี้ก็ขอให้มีมติให้ส่งมา จึงเป็นที่มาของมติ 4:3 เสียงว่าไม่รับ โดยเสียงข้างมากให้เหตุผลว่าสำนวนยังอยู่ที่คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ยังมาไม่ถึง กกต.

นายสิทธิโชติกล่าวต่อว่าตนเองได้คัดค้านด้วยเหตุผลคือ กกต. มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อหน่วยงานของรัฐแจ้งมาเช่นนี้ ก็เห็นว่าเป็นประโยชน์ อีกทั้ง ร.ต.อ. ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 ก็เคยทำเอกสารแจ้งว่าต้องการนำสำนวนนี้มาศึกษาวิเคราะห์ไว้ก่อน ซึ่งตนเองก็มองว่าเป็นผลดีต่อ กกต. ทั้งสิ้น แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ในการลงมติ

“ผมจะไม่พูดโกหก ผมจะพูดแต่เรื่องจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น ก็จะนำไปสู่สิ่งที่ผมเคยให้สัมภาษณ์ไป และจะไม่กล่าวซ้ำอีก” นายสิทธิโชติกล่าว

Related Posts

Send this to a friend