POLITICS

‘โคทม’ ลั่นฮั้ว สว. เป็นคดีอุกฉกรรจ์ทางการเมือง ถึงขั้นยึดรัฐ

‘โคทม’ ลั่นฮั้ว สว. เป็นคดีอุกฉกรรจ์ทางการเมือง ถึงขั้นยึดรัฐ ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด ข้องใจ กกต. ตั้งคณะอนุกรรมการฯ ชุด 36 ต้องช่วยดูสำนวน ไม่ใช่ตัดผู้ถูกกล่าวหา

วันนี้ (30 ก.ย. 69) รศ. โคทม อารียา อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่วมเสวนา “คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” โดยราชบัณฑิตยสภา ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคาร C โดยกล่าวถึงระบบการเลือก สว. ในปัจจุบันว่ามีปัญหาเพราะซับซ้อน ยอกย้อนเกินไป แม้จะมีเจตนาป้องกันการฮั้ว แต่ต้องยอมรับว่าคนที่ฮั้วเขาเก่ง ทั้งยังมีความพยายามที่จะชวนคนที่มีวุฒิ มีประสบการณ์ที่ผู้มีความรู้ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ซึ่งในความเป็นจริงมีน้อยมาก จึงเป็นประตูไปสู่การจัดตั้ง อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีการจับตาหรือสงสัยว่าจะมีการจัดตั้ง หรือขนคนไปสมัคร การปล่อยไว้จึงทำให้การรวบรวมพยานหลักฐานทีหลังได้ยาก

และเมื่อเปิดทางให้มีการฮั้วก็ไม่ได้ระมัดระวังเท่าที่ควรในการจัดทำโพย ต่าง ๆ ซึ่งตนเองไม่ทราบว่าการรวบรวมโพยเหล่านี้มาวิเคราะห์หรือไม่ เพราะหากนับคะแนนก็จะต้องรู้ว่าในโพยมีชื่อใครบ้าง หากโพย 10 ชื่อ ตรงกันหมด สันนิษฐานตามหลักสถิติ มีโอกาสเป็นการจัดตั้งแน่นอน พร้อมยกตัวอย่างบทความที่ตนเองเคยเขียนว่า การเลือกตั้ง สว. เป็น “คดีอุกฉกรรจ์การเมือง” เพราะ 2 วันหลังเลือกตั้งมีการพาดหัวข่าวเช่น น้ำเงินยึดสภาสูง 61% หรือ อหังการนายใหญ่บุรีรัมย์ แสดงว่ารู้กันแล้วว่าอะไรเกิดขึ้น ตรงกับสำนวนภาษาอังกฤษว่า “มีช้างอยู่ในห้อง” หรือสำนวนภาษาไทย “ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวมาปิดไม่มิด” จึงเปรียบเปรยว่า การเลือก สว. เป็นคดีอุกฉกรรจ์ทางการเมือง เป็นคดีที่ต้องมองให้กว้าง ไกล และลึก

รศ. โคทม อธิบายว่าการมองให้กว้างคือ ต้องมองเห็นตัวผู้แสดง ตัวละครว่าเกี่ยวกับใครบ้าง การมองไกล ไม่ใช่ผลของคำวินิจฉัย ที่ไม่ได้มองแค่ว่าลงโทษใครกี่คน แต่กระทบถึงหน้าตากติกาการเมืองในอนาคต ส่งผลให้เกิดการกดดันในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะอยากลดทอนอำนาจขององค์กรอิสระ และปรับเปลี่ยนอำนาจของ สว. เพราะถูกมองว่าการเมืองถูกกินรวบทางอำนาจ

ส่วนมองให้ลึกคือจะเห็นวัฒนธรรมอำนาจที่เป็นรากเหง้าของปัญหา วัฒนธรรมบ้านใหญ่ การซื้อเสียง ที่เป็นแก่นของชัยชนะการเลือกตั้ง และระบบอุปถัมภ์เครือข่ายผลประโยชน์ ที่หยั่งรากลึกแทรกซึมทำให้กติกาที่ออกแบบมาเพื่อป้องกัน แต่กลับแทรกซึมได้สำเร็จ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของวัฒนธรรมเดิม

“วันนี้ผมอยากถาม กกต. ว่าทำไมไม่มองให้กว้าง ไกล และลึก ทำไมไม่รู้สึกว่า การฮั้ว สว. ในครั้งนี้ เป็นการยึดรัฐไปส่วนหนึ่ง ยึดอำนาจนิติบัญญัติไปส่วนหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำได้โดยไม่มีขบวนการเลยหรือไม่”

รศ. โคทม กล่าวต่อว่า กกต. ต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ประจักษ์ตามที่รัฐธรรมนูญระบุ ซึ่งประชาชนก็ตั้งความหวังว่า ขอให้ดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นที่ประจักษ์ ขณะเดียวกันในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า สว. จะต้องเป็นกลุ่มตัวแทนอาชีพ 20 กลุ่มเพื่อเป็นปากเสียง แต่วันนี้ไม่แน่ใจว่าได้ผลออกมาตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ประเด็นสำคัญคือ กกต. ได้วางกฎระเบียบวิธีการเลือกผู้สมัคร หรือการเลือก สว. เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายมากน้อยอย่างไร เพราะการจะได้มาบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อที่จะมาดูแลผลประโยชน์ทั้งของวิชาชีพและส่วนรวมได้มากน้อยอย่างไร

สำหรับแถลงข่าววันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา รองเลขาธิการ กกต. ไม่ได้พูดถึง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 มาตรา 62 ทั้งที่มีการเขียนไว้ชัดเจนว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริต หรือรู้เห็นเป็นใจในการเลือกให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเรื่องนี้คือประเด็นหลัก หากแยกคดีอาญา ออกจากคดีเลือกตั้ง ก็จะเป็นจุดที่ดำเนินการได้รวดเร็ว

“ผมข้องใจเรื่องอนุกรรมการชุดที่ 26 กับ 36 โดยชุด 26 ดึงกันไปดึงกันมาล่าช้าไปบ้าง แต่สุดท้ายก็มีผลการไต่สวนให้ส่งเรื่องศาลฎีกาวินิจฉัย 229 คน แล้วเหตุใดจึงต้องตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 รองเลขาธิการบอกว่า งานมันเยอะ เลยต้องตั้ง ผมฟังแล้วย้อนแย้ง ก็คุณมี 35 ชุดอยู่แล้ว แล้วหน้าที่ไม่ได้มาวินิจฉัยข้อกฎหมายกลั่นกรองแบบตัดออก เพราะผิดข้อกฎหมายอาญา ไม่ใช่นะครับ อันนั้นไม่ใช่หน้าที่ของอนุชุดที่ 36 แต่ที่ต้องทำคือ อนุชุด 36 ต้องตรวจความเรียบร้อยสำนวนว่าขาดตกบกพร่องหรือไม่ พยายามช่วยสำนวนของอนุชุด 26 ไม่ใช่ตัดออก ก็ไม่เข้าใจ เพราะการตัดออกเป็นหน้าที่ศาลวินิจฉัยหรือไม่ ผมไม่เห็นความจำเป็นของอนุชุด 36 ยกตัวอย่างหากมีสำนวน 300 ชุด ก็แบ่งกันไปอนุละ 10 ชุด ก็พิจารณาได้อย่างว่องไว ถี่ถ้วน และจะไม่ถูกข้อครหาด้วยว่า อนุชุด 36 ถอดแบบ กกต. 7 คน เสมือนว่าแต่ละคนตั้งอนุกรรมการหนึ่งคนให้ผู้กระทำการคือเอเจนต์ แบบนี้ดูแปลก ๆ ที่จะทำเช่นนี้”

รศ. โคทม เสนอว่าต้องเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส พิจารณาการปฏิรูปการได้มาซึ่ง สว. จึงต้องขอความร่วมมือจาก สว. ชุดนี้ด้วย และเมื่อมีการครอบคลุมอำนาจอย่างกว้างขวาง ถึงมีการตั้งชื่อว่าเป็นระบอบสีน้ำเงิน ตนเองก็อยากจะเสนอว่า เรามีภัยคุกคามเยอะแยะ แต่อำนาจไม่สามารถทำได้ทั้งหมด คุณมีอำนาจ คนอื่นที่ลดทอนด้วยอำนาจ เขาก็จะต่อต้านคุณโดยปริยาย วันนี้ถึงเวลาแล้วจะต้องปฏิรูป สว. กรุณาพิจารณาถึงระบอบสีน้ำเงินด้วย จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ถ้าหากทำได้ก็จะทำร่วมกัน ไม่ใช่ให้ท่านทำแต่ลำพัง

Related Posts

Send this to a friend