‘อภิสิทธิ์’ ท้าถามประชาชนทั้งประเทศ มีใครเชื่อเลือก สว. 67-เลือกตั้ง สส. สุจริตเที่ยงธรรม เตือน กกต. ตั้งหลักให้ดี
วันนี้ (16 ก.ย. 69) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า กกต. ต้องเป็นอิสระเพื่อผดุงรักษาระบอบประชาธิปไตยไม่ให้มีการบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกตัวแทนมาทำงาน สิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์นั้นไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ กกต. ทราบว่าทุกองค์กรมีคนดีที่ตั้งใจทำงาน แต่ก็มีหลายคนที่ทำหน้าที่แล้วองค์กรเสียหาย พร้อมท้าให้ถามประชาชนที่ไหนก็ได้ ว่ามีใครที่ไหน เชื่อบ้างว่าการเลือก สว. เมื่อปี 67 และการเลือกตั้ง สส. ที่เตรียมการตั้งแต่ปี 68 มีความสุจริตเที่ยงธรรม บางคน ที่อยากเป็นนักการเมือง ก็บอกว่าไม่ไหว เพราะไม่สามารถทำสิ่งผิดกฎหมายได้
นายอภิสิทธิ์ ระบุถึงการเตรียมการเลือก สว. ปี 67 ของ กกต. ว่า ตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเคยมีแนวทางแล้วว่าเพียงการแลกคะแนนกันก็ผิดแล้ว ถือว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครอื่น แต่การเลือก สว. ครั้งนี้ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อป้องกันการฮั้วอีก อย่างกรณีว่าหากผลการเลือก มี 0 คะแนนมาก ให้สันนิษฐานเลยว่าเกิดการสมยอม เพราะสะท้อนว่าไม่ได้ตั้งใจมาสมัครจริง แต่เข้ามาเพื่อเลือกผู้อื่น รวมถึงระเบียบหลักเกณฑ์ ว่าใครมีคุณสมบัติจะสมัครกลุ่มไหนก็ไม่รัดกุม จนเปิดโอกาสให้มีขบวนการฮั้วกันในระดับประเทศ อีกทั้งระบบการเลือกกันเองในกลุ่มรอบเช้า และเลือกไขว้ในช่วงบ่าย เหตุใดจึงไม่มีการเปลี่ยนหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร เพราะเมื่อใช้หมายเลขเดิม จะเอื้อให้เกิดการฮั้วได้ง่ายขึ้น แต่หากเปลี่ยนเลข ก็จะต้องวิ่งไปทำโพยกันใหม่
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงคำพูดของ กกต. เสียงข้างน้อยว่า มีความพยายามร้องเรียนการกระทำผิดในระดับอำเภอและจังหวัด แต่ถูกตัดตอนทั้งหมด จึงต้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้ว กกต. ได้ทำอะไรเกี่ยวกับปัญหนี้แล้วหรือไม่ ตลอดจนการสาวไปถึงตัวผู้บงการ แต่เส้นทางการเงิน อยู่รอบตัวผู้มีอำนาจ แต่ กกต. กลับมีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ไม่รับเส้นทางการเงินเข้ามาพิจารณา เหตุผล คืออะไรที่ไม่รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับคดีเข้ามาในการไต่สวน ถือเป็นการใช้อำนาจเพื่อนำไปสู่ความสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่
การลงมติของ กกต. และการพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ แบบแยกส่วน โดยแต่ละเหตุการณ์ ไม่เกี่ยวข้องกัน เป็นเรื่องดีที่ กกต. ไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบตรวจสอบเหตุการณ์เกี่ยวกับภาคใต้ เพราะแม้เกิดเหตุระเบิด 70 จุดพร้อมกัน กกต. ก็คงไม่เห็นหลักฐานว่ามีความเชื่อมโยงกัน แล้วทำไมเรา จึงเชื่อว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เหตุการณ์ทุกจังหวัด เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกัน แต่ กกต. กลับมองแยกส่วนว่าไม่เกี่ยวข้อง
อีกทั้งกรณีมีพยานที่กลับคำให้การ นายอภิสิทธิ์ ตั้งคำถามว่า แล้วเหตุใดหลังกลับคำให้การแล้วจึงยังกันตัวเป็นพยานต่อ แทนที่จะดำเนินคดีเพื่อให้รู้ว่าคำให้การรอบไหนเป็นเท็จ ซึ่งตามกฎหมาย กำหนดโทษของผู้ให้การเป็นเท็จไว้ แล้วเหตุใด กกต. จึงวินิจฉัยว่าพยานผู้นี้ ไม่ผิด เพราะหากให้การเท็จเพื่อให้ผู้อื่นเสียหายก็จะถือว่าเป็นการกลั่นแกล้ง และมีโทษหนักขึ้นไปอีก
นายอภิสิทธิ์ มองว่าการที่ กกต. ดำเนินการล่าช้าไป 2 ปี จะทำให้เกิดความยุ่งยาก ทำให้ศาลฎีการับคำร้องเกี่ยวกับผู้สมัคร สว. ที่สมัครผิดกลุ่ม เพราะศาล คงเห็นแล้วว่า คำร้องนี้ ไม่เคยมีการแจ้งคำวินิจฉัย เช่นเดียวกับมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 69 ก็เคยมีผู้ร้องต่อศาลไปแล้ว จึงเป็นเหตุว่าอาจมีการฟ้องศาลฎีกาขึ้นอีกจากกรณีนี้ ยังไม่นับมาตรา 157 สำหรับ กกต. เสียงข้างมาก ตั้งหลักกันให้ดี เพราะไม่เช่นนั้นสิ่งที่ถูกออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ จะเสมือนถูกล้มล้าง เป็นเรื่องของการล้มล้างการปกครองไป













