POLITICS

มท.2 ลงพื้นที่บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ตรวจสอบสุสานยิว พบการฝัง 4 ร่างผู้เสียชีวิตโดยไม่แจ้งทางการ

สั่งระงับการเคลื่อนย้ายพร้อมเร่งพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล กำชับตรวจสอบเส้นทางการเงินและสิทธิการถือครองที่ดิน เตรียมรวบรวมข้อมูลเสนอ นายกรัฐมนตรี ดำเนินคดีขบวนการนอมินีข้ามชาติ

วันนี้ (11 ก.ย. 69) เวลา 09.40 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจสุสาน JEWISH CEMETRY THAILAND ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา โดยมี น.ส.ฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายพีรพล ลือล่า ปลัดจังหวัดฉะเชิงเทรา นายเอกราช กฤตยพงษ์ นายอำเภอบางคล้า พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วมลงพื้นที่

นายพลพีร์ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า “สถานที่ดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการสุสานหรือฌาปนสถานตามกฎหมาย” และมิได้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น โดยตรวจพบร่างผู้เสียชีวิตภายในพื้นที่รวม 4 ร่าง แบ่งเป็นหลุมที่โบกปูนปิดทับและสลักชื่อบนหินอ่อนแล้ว 3 หลุม ซึ่งระบุปีที่เสียชีวิตตั้งแต่ปี ค.ศ. 2023 จำนวน 1 ร่าง และระบุปี ค.ศ. 2025 กับ ค.ศ. 2026 อีกจำนวน 2 ร่าง อันเป็นหลักฐานชัดเจนว่านำเข้ามาฝังในช่วงที่ไม่มีใบอนุญาต ส่วนอีก 1 ร่างยังคงอยู่ภายในเต็นท์คลุมด้วยสแลนที่ยังไม่ได้โบกปูน ซึ่งคาดว่านำเข้ามาในปีนี้เช่นเดียวกัน

“ประเด็นสำคัญเร่งด่วนในขณะนี้มิใช่เรื่องที่ทางบริษัทประสานจะขอย้ายร่างผู้เสียชีวิต แต่คือ การตรวจสอบและพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ว่าทั้ง 4 ร่างเป็นชาวต่างชาติตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ และตรงกับชื่อที่สลักไว้หรือไม่ เนื่องจากฝ่ายปกครองท้องที่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่เคยได้รับแจ้งข้อมูลการเสียชีวิต จึงได้มอบหมายให้กรมการปกครองร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดว่า เกิดจากเหตุธรรมชาติ อุบัติเหตุ หรือมีเหตุประทุษร้าย เพื่อป้องกันการอำพรางศพในราชอาณาจักร พร้อมสั่งการให้บริษัทนำส่งเอกสารหลักฐานรับรองตัวบุคคลและสาเหตุการเสียชีวิตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ก่อนอนุญาตให้เคลื่อนย้าย” นายพลพีร์ กล่าว

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า สำหรับความประสงค์ที่จะย้ายร่างไปยังสุสานย่านเจริญกรุง ซึ่งมีพื้นที่เช่าของบริษัทและปัจจุบันมีหลุมศพของชาวอิสราเอลอยู่แล้วประมาณ 49 หลุมนั้น ยังคงต้องตรวจสอบความพร้อมของสถานที่รองรับควบคู่กับเอกสารแสดงตัวตนของผู้ตาย ส่วนข้อสงสัยเรื่องการได้รับใบอนุญาตเมื่อปี พ.ศ. 2564 ทั้งที่พื้นที่ติดแหล่งน้ำและถนนสาธารณะจนไม่ได้รับการต่ออายุในปี พ.ศ. 2566 นั้น ทางนายอำเภอรายงานว่า ในอดีตถนนบางเส้นอาจยังไม่ได้ยกสถานะเป็นทางหลวงหรือถนนสาธารณะตามระเบียบ แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในปัจจุบันถือว่าผิดกฎหมายอย่างชัดเจน และทางจังหวัดจะจัดทำรายงานข้อเท็จจริงส่งไปยังศาลปกครอง เพื่อประกอบการพิจารณาคดีที่มีการยื่นฟ้องร้องและบรรเทาความกังวลของประชาชนในพื้นที่ต่อไปด้วย

“ส่วนด้านการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน พบว่าดำเนินการซื้อขายโดย บริษัท การชาบัต จำกัด บนเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ มูลค่าราว 20 ล้านบาท ซึ่งผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลสัญชาติอิสราเอลที่ได้รับสัญชาติไทยจำนวน 3 ราย จึงมีสิทธิซื้อที่ดินตามกฎหมาย แต่จากการตรวจสอบพบว่าผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับสถานประกอบการในพื้นที่ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต รวมถึงเครือข่ายธุรกิจในจังหวัดชลบุรี ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายวรศิษฐ์ เลียงประสิทธิ์) ได้เคยเข้าตรวจค้น และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ออกหมายเรียกไว้แล้ว หากตรวจพบการกระทำผิดจริง ภาครัฐสามารถดำเนินการอายัดทรัพย์สิน เพิกถอนสัญชาติไทย และผลักดันออกนอกราชอาณาจักรได้” นายพลพีร์ กล่าว

นายพลพีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ว่าในพื้นที่สุสานแห่งนี้จะยังไม่พบความผิดมูลฐานด้านการฟอกเงิน แต่เครือข่ายที่จังหวัดชลบุรีมีพฤติการณ์ชัดเจนในการใช้นอมินีถือครองที่ดิน โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจต่าง ๆ โดยกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงาน ป.ป.ท. และกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกันสืบสวนขยายผลมาร่วมเดือน และมีกำหนดประชุมร่วมกัน ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรวบรวมโครงข่ายขบวนการทั้งหมดนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

“พฤติการณ์การลักลอบนำร่างผู้เสียชีวิตเข้ามาฝังโดยไม่มีใบอนุญาตและไม่แจ้งข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ท้องที่ ถือเป็นความผิดปกติที่ส่อเจตนาจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จึงได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา และรองอธิบดีกรมการปกครอง พิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อดำเนินคดีให้ครอบคลุมรอบด้าน เนื่องจากการบังคับใช้เพียงพระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 ซึ่งมีอัตราโทษปรับเพียง 2,000 บาทนั้น ไม่เพียงพอต่อการป้องปรามการกระทำความผิด โดยเจ้าหน้าที่จะเร่งสรุปข้อมูลเพื่อดำเนินการอย่างเร่งด่วนต่อไป“ นายพลพีร์ กล่าว

Related Posts

Send this to a friend