นายกฯ ชูไทยฐานเศรษฐกิจ-แพลตฟอร์มเชื่อมภูมิภาค สร้างความเชื่อมั่น
นายกฯ ชูไทยฐานเศรษฐกิจ-แพลตฟอร์มเชื่อมภูมิภาค สร้างความเชื่อมั่น ดึงลงทุนแห่งอนาคต
‘อนุทิน’ ประกาศไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนสร้างอุตสาหกรรมอนาคต ชู 5 สาขาศักยภาพ ดึงลงทุนโลก พร้อมปรับกฎระเบียบกว่า 7,000 ฉบับ เพิ่มความเชื่อมั่นระยะยาว
วันนี้ (2 ก.ย. 69) เวลา 09.00 น. ที่ห้องบอลรูม 1-2 ชั้น 1 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงาน The Bangkok Business Summit 2026 Reinvent Thailand, Resilient ASEAN และกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand’s Offer to the World”
โดยงานนี้จัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคเอกชน เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลไทยและนักลงทุนต่างชาติ พร้อมเปิดตัวรายงานธนาคารโลก “Building Thailand’s Future Today” เพื่อผลักดัน GDP ไทยให้เติบโตและก้าวสู่ประเทศรายได้สูง ที่ประชุมยังจะหารือถึง “ข้อเสนอของประเทศไทยบนเวทีโลก” มุ่งยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและบริการมูลค่าสูงของอาเซียน เน้น 5 อุตสาหกรรมหลักแห่งอนาคต ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและสุขภาพ บริการดิจิทัล ธุรกิจเกษตร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ในงานนี้มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ ร่วมงานกว่า 400 คน นับเป็นเวทีสำคัญก่อนการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings ในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนและสื่อสารวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของไทยสู่ประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประธานอาเซียนในปี 2571
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงใน 4 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร ไทยจึงไม่สามารถหยุดนิ่งและต้องปรับตัวเพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสในการสร้างประเทศไทยที่เข้มแข็ง มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น ผ่านการดำเนินการดังนี้
ประการแรก การตอบสนองของไทยต้องเริ่มจากการเปิดกว้างและการมีส่วนร่วมกับโลก โดยไทยต้องกระชับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน และเชื่อมโยงภาคธุรกิจและเครือข่ายการผลิตระหว่างภูมิภาค
ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ไทยต้องก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาจากต่างประเทศ โดยส่งเสริมการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างองค์ความรู้ ทักษะ และขีดความสามารถภายในประเทศ เทคโนโลยีต้องช่วยเพิ่มศักยภาพแรงงาน เสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs เพิ่มผลิตภาพ และช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถสร้างนวัตกรรมและแข่งขันได้
ประการที่สาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นายกรัฐมนตรีเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวสามารถเป็นแหล่งการลงทุนและการเติบโตใหม่ โดยการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ (climate finance) ควรนำทรัพยากรจากทั่วโลกมาสนับสนุนพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่น และการแก้ไขปัญหาบนฐานธรรมชาติ
ประการที่สี่ ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสังคมสูงวัย โดยมุ่งสร้าง “Longevity Economy” ที่ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดี มีทักษะ สามารถทำงานและมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจได้ยาวนานขึ้น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ด้านสุขภาพ สุขภาวะ การท่องเที่ยว และเทคโนโลยี
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank Group) ในเดือนตุลาคม 2569 ว่าไทยไม่ควรเป็นเพียงเจ้าภาพ แต่ควรมีสิ่งที่มีความหมายเพื่อนำเสนอต่อประชาคมโลก โดยนำเสนอศักยภาพของไทยในฐานะประเทศที่มีความพร้อมด้านอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงทำเลที่ตั้ง บริษัทที่เข้ามาลงทุนไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ เพราะไทยมีคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง แรงงานที่มีประสบการณ์ ซัพพลายเออร์ในประเทศ ระบบโลจิสติกส์และเครือข่ายดิจิทัล ตลอดจนจุดแข็งด้านยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้ามาต่อยอดแนวคิด พัฒนาผลิตภัณฑ์ เข้าสู่ตลาด และขยายธุรกิจได้
ไทยยังเป็นแพลตฟอร์มสำหรับภูมิภาค โดยตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปและเชื่อมโยงกับตลาดและห่วงโซ่อุปทานสำคัญของอาเซียน อีกทั้งมีความสามารถในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การผลิตขั้นสูงกับเทคโนโลยีดิจิทัล การเกษตรกับเทคโนโลยีชีวภาพและอาหารแห่งอนาคต สุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจอายุยืน ตลอดจนพลังงานสะอาดกับยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล
นอกจากนี้ ไทยยังมีอุตสาหกรรม บริการ และเครือข่ายบุคลากรที่พร้อมต่อยอดสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต รวมทั้งมีจุดแข็งในฐานะสถานที่ที่ผู้คนสามารถสร้างได้ทั้งธุรกิจและคุณภาพชีวิต การลงทุนระดับโลกย่อมมาพร้อมกับบุคลากรที่มีความสามารถ ซึ่งไทยมีระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ภาคบริการที่เข้มแข็ง สังคมที่เปิดกว้าง และคุณภาพชีวิตที่ช่วยดึงดูดและรักษาบุคลากรจากทั่วโลก
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่ารัฐบาลมีหน้าที่ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่เอื้อต่อการลงทุนและมีความแน่นอนสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยจะเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบกว่า 7,000 ฉบับที่อาจเป็นภาระต่อประชาชนและภาคธุรกิจ รวมถึงยกระดับมาตรฐานผ่านกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล พร้อมมุ่งส่งเสริมการลงทุนที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทย พัฒนาซัพพลายเออร์ในประเทศ ยกระดับทักษะบุคลากร เสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs และสร้างองค์ความรู้ใหม่ภายในประเทศ
“ประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นมากกว่าฐานการผลิตหรือตลาดการขาย แต่ต้องการเป็นหุ้นส่วนในการสร้างอุตสาหกรรมที่จะกำหนดอนาคต” พร้อมเชิญชวนนักลงทุนต่างประเทศว่า “อย่าเพียงมาสร้างธุรกิจในประเทศไทย แต่จงร่วมสร้างไปกับประเทศไทย”
นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่าเมื่อทั่วโลกมารวมตัวประชุมที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคมนี้ ไทยต้องการนำเสนอประเทศที่เปิดกว้างสู่โลก มีความมั่นใจในศักยภาพ และพร้อมสนับสนุนการลงทุนที่ดีให้ประสบความสำเร็จ โดยข้อเสนอของไทยไม่ได้ตั้งอยู่บนจุดแข็งเพียงด้านเดียว แต่เป็นการผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งด้านอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ความสามารถในการเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ และการเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการใช้ชีวิตและการทำงานของบุคลากรจากทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นเป็นหุ้นส่วนที่ดียิ่งขึ้นสำหรับอาเซียนและประชาคมโลก













