DEEPSOUTH

‘พล.ร.ต.สมเกียรติ’ มอง ‘BRN’ ก่อเหตุใหญ่ แสดงศักยภาพกดดันการพูดคุยไปสู่เป้าหมายทางการเมือง

‘พล.ร.ต.สมเกียรติ’ มอง ‘BRN’ ก่อเหตุใหญ่ แสดงศักยภาพกดดันการพูดคุยไปสู่เป้าหมายทางการเมือง ชี้เหตุระเบิด 38 จุด เห็นกำลังพลเพิ่มขึ้นท้าทายว่าก่อเหตุที่ไหนก็ได้ แนะรัฐควบคุมพื้นที่-สร้างความไว้วางใจกับประชาชน-แสวงหาจุดร่วม

วันนี้ (28 ส.ค. 69) The Reporters พูดคุยกับพล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร อดีตเลขาธิการ ศอ.บต. อดีตผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ และอดีตคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนใต้ ในคณะของพล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา วิเคราะห์สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในห้วง 22-24 ส.ค. 69 ที่ผ่านมาว่า ถ้ามองจากประสบการณ์ทำงานในพื้นที่กว่า 20 ปี เห็นว่าเป็นแนวทางขับเคลื่อนที่มุ่งไปสู่เป้าหมายของกลุ่มผู้เห็นต่าง ขบวนการ BRN ที่ใช้ความรุนแรง รุกคืบ สร้างแรงกดดันให้บรรลุเป้าหมายทางการเมือง

พล.ร.ต.สมเกียรติกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกว่า 50 เหตุการณ์ในคืน 22 ส.ค. และต่อเนื่องกัน 3 วัน มองว่า BRN แสดงศักยภาพในการก่อความรุนแรง เพื่อสร้างแรงกดดันไปยังเจ้าหน้าที่รัฐ ให้ใช้กำลังตอบโต้ความรุนแรง และกดดันไปสู่กระบวนการพูดคุยว่าฝ่ายตนสามารถควบคุมสภาพในการก่อเหตุที่ไหนก็ได้ การก่อเหตุกับร้านสะดวกซื้อและโรงไม้ก็หวังกดดันภาคธุรกิจเอกชนให้ถอนตัวไปจากพื้นที่ให้เกิดความยากลำบาก กดดันไทยพุทธและคนไทยเชื้อสายจีนให้ออกนอกพื้นที่ละทิ้งถิ่นฐาน สื่อสารให้องค์กรระหว่างประเทศเห็นว่าการใช้ความรุนแรงเพื่อไปสู่เป้าหมายทางการเมือง

“การใช้ความรุนแรงกดดัน แล้วทำไมถึงมีจำนวนเหตุมากขึ้น สิ่งที่เราประเมินได้ เชื่อมั่นได้ว่าสมาชิกแนวร่วมเพิ่มจำนวนขึ้น กับการมีศักยภาพในการก่อเหตุ แสดงว่าจำนวนแนวร่วมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการใช้ระเบิด 38 จุด อย่างที่เทศบาลตะลุบันใช้ถังแก๊ส 3 ลูก การระเบิด 38 จุด คาดว่าใช้กำลังคนที่ปริมาณมาก แม้การวางไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่ชี้ให้เห็นว่ามีการใช้กำลังคนมาก ผู้เห็นต่างต้องการแสดงศักยภาพสร้างแรงกดดันในทุกมิติ”

พล.ร.ต.สมเกียรติประเมินว่ากำลังคนในการก่อเหตุคาดว่าไม่ต่ำกว่า 200 คน นอกจากจุดใหญ่ที่ลอบวางระเบิดและวางเพลิงที่ใช้คนมากกว่า 10 คน แต่จุดเผายางรถยนต์อาจไม่มาก ซึ่งอาจมีแนวร่วมสนับสนุนก็มีอีกชุด อาจมากหลายร้อยคน การก่อเหตุครั้งนี้วันที่ 22-23 ส.ค. จึงมองว่า BRN แสดงศักยภาพว่าสมาชิกกำลังพลเพิ่มขึ้น ศักยภาพการใช้ระเบิดจำนวนมาก ตามที่หมายต่าง ๆ เป็นการส่งสัญญาณการกระทำที่ไม่ใช่เป้าหมายเพื่อชีวิต แต่เพื่อบรรลุเป้าหมายการเมือง คืออำนาจการปกครองในพื้นที่

ส่วนกรณีแม่ทัพภาคที่ 4 มองว่าเป็นเหตุขัดผลประโยชน์จากธุรกิจเถื่อน ซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยง BRN นั้น พล.ร.ต.สมเกียรติมองว่า ปัญหาภัยแทรกซ้อน เป็นอีกปัจจัยที่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาชายแดนใต้กว่า 20 ปีที่ผ่านมา แต่ตนเห็นว่าเป้าหมายทางการเมืองของขบวนการ BRN น่าจะเป็นเป้าหมายหลัก จากการก่อเหตุเช่นนี้แล้วหายไปในมวลชน ซึ่งสุดท้ายการแก้ไขปัญหาต้องพูดคุยเจรจาไปจบตรงนั้น แต่การจะให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการเพื่อแสดงศักยภาพว่าก่อเหตุได้

“ถ้ารัฐบาลเดินหน้าการพูดคุย เป็นการต่อรอง อย่างชุดที่แล้ว การพูดคุยที่ถือเป็นทางการ 28 ธ.ค. 68 ฝ่าย BRN กำหนด End State สื่อสารถึงรูปแบบการปกครองตนเอง ในขณะฝ่ายไทย เน้นย้ำถึงการกระจายอำนาจส่วนท้องถิ่น ที่ต้องหารือในกรอบรัฐธรรมนูญไทย ฝ่ายรัฐชัดเจนว่าการพูดคุย การปกครองต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญไทย”

พล.ร.ต.สมเกียรติกล่าวว่า ทุกฝ่ายต้องตั้งหลัก การเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าในพื้นที่มีการก่อเหตุ จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ไม่งั้นจะกลายเป็นขยายผลความขัดแย้ง คนทำผิดต้องรับโทษ ถ้ามีการปะทะด้วยอาวุธ ป้องกันตนเองเป็นเหตุสุดวิสัย การบังคับใช้กฎหมายยังจำเป็นอย่างยิ่ง

“แต่สถานการณ์ขณะนี้น่ากังวลในหลายเรื่อง โดยเฉพาะพี่น้องไทยพุทธ คนไทยเชื้อสายจีนที่ถูกขับไล่ ถามว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ กับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ อย่างธุรกิจภาคเอกชนต่าง ๆ”

พล.ร.ต.สมเกียรติมีความกังวลต่อการดำเนินชีวิตประชาชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย กังวลความแตกแยกของสังคมไทยในปัจจุบัน แตกแยกจริง ๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์บูเก๊ะซามี ด้วยความรู้สึกที่โกรธแค้น สื่อสารความโกรธเกลียด ทำให้สังคมไทยเริ่มแตกแยก ถอยห่างกันทุกที เราจะนำสังคมพหุวัฒนธรรมกลับมาได้อย่างไร

“อีกสิ่งที่กังวลคือการขยายตัวกลุ่มผู้เห็นต่างจากรอบนี้ มากจนน่ากังวลว่าแล้วมีอีกเท่าไหร่ จะเกิดเป็นความกังวลว่าจะคลี่คลายปัญหานี้อย่างไรในฐานะที่เคยทำงานในภาคฝ่ายความมั่นคง ศอ.บต. ขออนุญาตสื่อสารจากความรู้สึก ถ้าจะมีการก้าวเดินไปข้างหน้า”

พล.ร.ต.สมเกียรติกล่าวว่า ข้อเสนอแนะเวลานี้ จะต้องควบคุมพื้นที่เพิ่มประสิทธิภาพให้ดีที่สุด เท่าที่เราสามารถทำได้ เราจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้เร็วที่สุด สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้ประชาชนยังสนับสนุนการทำงานของรัฐให้มากที่สุด เป็นสิ่งสำคัญพอ ๆ กับการควบคุมพื้นที่ และแสวงหาจุดร่วมของสังคมไทยให้มากที่สุด ความขัดแย้งนี้ทำให้การแก้ไขกว่า 2 ทศวรรษ ถอยกลับมาเพราะความคิดที่ยังแตกต่างกัน แสวงหาจุดร่วมให้มากที่สุด ให้เดินได้อีก 4-5 ปี

กรณีจะแนะก็กังวล นอกจากความแตกแยกของคนในสังคมไทย ห่วงใยความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ เบาบางลงในพื้นที่ก็ทำให้การแก้ปัญหาเยอะ จากเหตุที่เกิดขึ้น เชื่อเจ้าหน้าที่ทำงานข่าวมีประสิทธิภาพเต็มที่แล้ว แต่ปัจจัยสำคัญคือความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ถ้าทุกคนไม่มอบใจให้บ้านเมือง ก็จะมีปัญหาตามมา

ส่วนกรณีวัยรุ่นถูกยิงที่จะแนะ จะต้องทำข้อเท็จจริงให้โปร่งใส เจ้าหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้เกิดความชัดเจน เพื่อเดินหน้าต่อ จะได้แก้ไขปัญหาต่อไป ว่ากันไปตามข้อเท็จจริง ถ้าชัดเจนได้ก็จะง่าย ถ้าไม่ไว้เนื้อเชื่อใจให้ดำเนินการให้ปรากฏข้อเท็จจริง ให้มีข้อเท็จจริงที่ประชาชนยอมรับ

พล.ร.ต.สมเกียรติยังมองการมุ่งก่อเหตุ อบต. และเทศบาล ซึ่งมี อบต. 8 แห่ง เทศบาล 2 แห่ง เชื่อว่าเป็นเป้าหมายของ BRN ต่อความต้องการรูปแบบการปกครองในพื้นที่ เพราะปัจจุบันเรากระจายอำนาจให้ท้องถิ่น เราต้องการอำนาจที่มาก

“ถ้าถามผม เขาอาจอยากบอกว่า ต้องการการกระจายอำนาจอีกแบบหนึ่ง ตอนนี้ถ้าฝ่าย BRN นั่งฟังอาจพยักหน้า ก็เพราะต้องการส่งสัญญาณทางการเมือง ซึ่งรัฐต้องนั่งคิดว่าการกระจายอำนาจที่เหมาะสมจะเป็นแบบไหน” เพราะปลายทางสุดท้ายอยู่ที่การพูดคุยว่าจะแก้ปัญหากันอย่างไร

Related Posts

Send this to a friend