POLITICS

’อธิบดีกรมการปกครอง‘ แถลงผลปราบอาชญากรรมข้ามชาติ – ทุจริตทะเบียน

พร้อมจัดการนอมินี – ตรวจปืนเถื่อน เผย จนท. เปิดปฏิบัติการจับกุมปลอมแปลงเอกสารกว่า 5,000 ราย ใน จ.เชียงใหม่ ยัน DOPA N.I.C.E. พร้อมดำเนินการต่อเนื่องให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

วันนี้ (25 ส.ค. 69) นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ร่วมแถลงข่าว “การปราบปรามอาชญากรรมรูปแบบใหม่โดยพนักงานฝ่ายปกครองร่วมกับภาคีเครือข่าย”

นายนฤชา กล่าวว่า การปราบปรามการทุจริตทางทะเบียน ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และการปราบปรามแรงงานต่างด้าวที่แทรกซึมเข้าสู่ระบบทะเบียนราษฎร โดยผิดกฎหมายนั้น ที่ผ่านมาผลจากการดำเนินการ ตั้งแต่ครั้งที่ได้ยึดและอายัดทรัพย์ของนายเบน สมิธ ซึ่งร่วมกับ ปปง. ยึดกว่า 12,000 ล้านบาท และเครือข่ายของนายเฉิน ซึ่งประกอบกิจการสแกมเมอร์ และใช้ประเทศไทยเป็นฐานการดำเนินการ และการฟอกเงิน พบความเสียหายประมาณ 70,000 ล้านบาท ซึ่งนำไปสู่การดำเนินการของศูนย์ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน จะทำให้เกิดความจริงจัง เป็นรูปธรรม ซึ่งเราตั้งเป็นศูนย์การต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน จึงขยายผลการดำเนินการต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการสวมสิทธิการทำบัตรประจำตัวบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย รายล่าสุดในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พบการกระทำความผิดกว่า 700 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 70 ล้านบาท และยังไม่รวม ความเสียหายอื่น

นายนฤชา กล่าวว่า อีกกรณีคือพ่อทิพย์ คือการทุจริตโดยใช้คนไทยทำหน้าที่เป็นบิดา ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย คือเป็นเท็จ ให้กับมารดา และบุตรที่เกิดในประเทศไทยของบุคคลต่างด้าว โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เข้ามาทำธุรกิจสีเทาในประเทศไทย ซึ่งได้ดำเนินการ ทั้งผู้ที่กระทำความผิด และเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่ให้บริการคลอดบุตรที่เป็นเท็จ และหาช่องว่างทางกฎหมาย โดยใช้บุคคลสัญชาติไทยทำหน้าที่เป็นบิดา เพื่อให้ลูกได้สัญชาติ ถือเป็นภัยร้ายแรงมาก ซึ่งขณะนี้ได้ขยายความร่วมมือไปถึงกระทรวงสาธารณสุข และได้ปราบปรามไปถึงโรงพยาบาลในต่างจังหวัดด้วย

อย่างไรก็ตาม DOPA N.I.C.E. และภาคีเครือข่าย เปิดปฏิบัติการสำคัญ 14 ครั้ง ออกหมายจับ 164 หมาย ได้ผู้กระทำความผิดดำเนินคดี 128 ราย ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องด้วย โดยเจ้าหน้าที่รัฐที่มีความเกี่ยวข้องมีมาตรการเดียวคือต้องออกจากราชการไว้ก่อน และดำเนินคดีอาญาให้รับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างสูงสุด

ขณะที่การจัดระเบียบสังคม การติดตามเฝ้าระวังบุคคลต่างด้าว ที่อาศัยช่องว่างทากฎหมายมาประกอบธุรกิจในไทย การจัดระเบียบโรงแรม พื้นที่ท่องเที่ยว ทั้งในพื้นที่เกาะพะงัน สุราษฎร์ธานี จังหวัดภูเก็ต และกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ดำเนินการ ปิดสถานบริการที่ไม่ได้รับอนุญาต 25 แห่ง รวมความเสียหาย 1,300 กว่าล้าน และจะดำเนินการอีกหลายจังหวัด

นายนฤชา กล่าวว่า สถานบริการทางในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้สั่งพักการใช้สถานที่ไป 5 ปีเช่นเดียวกับจังหวัดนครปฐม เราดำเนินการเกี่ยวกับสถาบันบริการที่เปิดโดยผิดกฎหมาย โดยเฉพาะ สถานบริการที่ปล่อยปละละเลย หรือให้เด็กต่ำกว่า 20 ปี ไปใช้บริการ รวมถึงการใช้ยาเสพติด ค้าประเวณี นำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการด้วย ต้องปิดสถานบริการนั้น และห้ามดำเนินการใน 5 ปี

สำหรับการปราบปรามนอมินี ที่ใช้พื้นที่ป่าสงวน โดยแอบอ้างใช้โรงแรม สถานบริการ จากทุนต่างชาติ พบแล้ว 66 บริษท ที่ดำเนินการและยึดพื้นที่คืนกลับมาได้ 49 ไร่ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1,000 ล้านบาท ตลอดจนนอมินี ที่จดทะเบียนผิดกฎหมาย ได้ดำเนินคดีไปแล้ว 339 คดี และการปราบปรามควบคุมปืนผิดกฎหมาย ก็เป็นอีกนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล ตอนนี้จะทำอย่างไรที่จำกัดอาวุธปืน อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับประเทศไทย หยุดการอนุญาตใช้อาวุธปืน ใบ ป.3 ทำให้สภาพอาวุธปืนนิ่ง และจะเข้าตรวจ สถานที่จำหน่าย และสนามยิงปืนทั่วประเทศ โดยตรวจแล้วกว่า 60% ซึ่งคาดว่าอีกไม่ถึง 2 สัปดาห์ น่าจะตรวจสอบได้ทั่วประเทศ ขณะที่ใบ ป.4 ต้องจำกัดให้ไม่นำไปในที่สาธารณะ ทำให้รู้จำนวนอาวุธปืนที่แน่ชัด และออกพระราชกำหนดให้มีการตรวจสอบอาวุธปืนให้ถูกต้องตรงกัน ต้องมีใบอนุญาต มีอาวุธปิน ตัวปืน มาเก็บอัตลักษณ์ใหม่หมด จำนวนกว่า 6 ล้านใบอนุญาตที่เคยออกไปนั้น ยังถูกต้องหรือไม่ และใช้โอกาสนี้เคลียร์ปัญหาไปทีเดียวเลย ต่อไจะนำไปสู่การออกกฎหมายแก้กฎหมาย ให้ตรงกับสภาพความเป็นจริง รัฐบาลหวังอย่างยิ่งว่าจะใช้เวลาดำเนินการไม่เกิน 6 เดือน

ส่วนมาตรการเร่งด่วนที่เราดำเนินการอยู่คือการตั้งจุดตรวจในด่านชุมชนมทุกหมู่บ้าน ซึ่งมีรายงานเข้ามาแล้วกว่า 60,000 จุด ซึ่งสามารถตรวจอาวุธปืนได้ 269 กรณี เป็นปืน 293 กระบอก และมียาเสพติดเกี่ยวข้องด้วย 1,650 กรณี มีผู้กระทำความผิด 2,100 กว่าราย และกระสุนปืนกว่า 20,000 นัด พร้อมฝากไปยังประชาชนให้แจ้งเบาะแสเพื่อให้ดำเนินการเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น และตอนนี้เราถือคติปิดชื่อถือพฤติกรรม จะไม่มีการกระทำในลักษณะที่ลูบหน้าปะจมูก ไม่ละเว้นการกระทำใดที่เป็นความผิดหากตรวจเจอก็จะดำเนินคดีทุกราย

นายนฤชา กล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้มีการเปิดปฏิบัติการที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ เรื่องการปลอมแปลงเอกสารมาอยู่ในข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของเรา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการไปหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ตรวจพบอีก 5,000 กว่าราย จึงดำเนินการเช่นเดียวกัน

Related Posts

Send this to a friend