POLITICS

ปลัด ทส. จ่อตั้งคณะทำงานร่วมแก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำข้ามพรมแดนไทย-เมียนมา

ปลัด ทส. จ่อตั้งคณะทำงานร่วมแก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำข้ามพรมแดนไทย-เมียนมา จ่อเริ่มถกนัดแรก ส.ค. นี้ พร้อมเตรียมทำแผนควบคุมคุณภาพน้ำกก ระยะ 1-3 ปี

วันนี้ (7 ส.ค. 69) นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับเมียนมา ภายหลังลงนาม TOR ว่าด้วยการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างสองประเทศ ว่าถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะประเทศไทยเป็นประเทศปลายน้ำ และมีการผลักดันอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดกรอบความร่วมมือร่วมกันและมีภารกิจร่วมกันในการปฏิบัติ โดยเฉพาะผลกระทบจากเหมืองแร่ที่ไหลมายังแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย โดยจะเป็นการทำแผนแม่บทระยะ 3 ปี และแผนปฏิบัติการเป็นรายปี รวมถึงกำหนดมาตรฐานวิธีการเก็บคุณภาพน้ำ

ในส่วนของ TOR มีการตั้ง Joint Working Group (JWG) เป็นคณะทำงานร่วม ที่มีองค์ประกอบของ 2 ฝ่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาเรื่องสุขภาพจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยจุดที่เก็บและวิธีการเก็บข้อมูลเราพยายามพูดคุยเพื่อให้ได้ความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย พร้อมย้ำว่าการตั้งคณะกรรมการร่วม อยากให้การทำงานเกิดความรวดเร็ว และเริ่มดำเนินการภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยมีตนเป็นประธานฝ่ายไทย

นางรวีวรรณ กล่าวต่อว่า ในฐานะผู้ปฏิบัติก็พยายามดำเนินการทันที เพราะเป็นเรื่องที่ผู้นำทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ และใน TOR มีการกำหนดให้ประชุมปีละไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง แต่ขณะเดียวกันการเข้าพื้นที่ก็จะต้องมีการวางแผนและทำงานร่วมกันระหว่างสองประเทศให้เร็วที่สุด พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ปิดกั้นนักวิชาการจากประเทศอื่นที่จะเข้ามาช่วย เพราะกรอบความร่วมมือดังกล่าวเป็นกรอบความร่วมมือทางวิชาการ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นความร่วมมือกับรัฐบาลกลางเมียนมา แต่ในพื้นที่เมียนมาก็มีหลายกลุ่ม จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ นางรวีวรรณ กล่าวว่า เป็นเรื่องยาก แต่ความก้าวหน้านี้ถือเป็นก้าวที่เป็นบวก เพราะ TOR ดังกล่าวมีการหารือมานานกว่าจะได้ข้อยุติ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทั้งสองฝ่ายจะได้เริ่มปฏิบัติอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ที่ผ่านมา มีการเซ็น TOR ว่าด้วยความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสำรวจโลกเพื่อใช้ประโยชน์ในทางสันติ ระหว่างเมียนมาและสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ซึ่งสามารถนำข้อมูลและเทคโนโลยีทางอวกาศซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์มาใช้ได้

Related Posts

Send this to a friend