ผบ.ตร. ลั่น หากพบตำรวจเอี่ยว ‘ป๋อง’ คดีฆ่า 5 ศพ สั่งฟันขั้นเด็ดขาด
ผบ.ตร. ลั่น หากพบตำรวจเอี่ยว ‘ป๋อง’ คดีฆ่า 5 ศพ สั่งฟันขั้นเด็ดขาด ยอมรับ อยู่ระหว่างกำลังตรวจสอบคำให้การพยานที่ระบุเป็น “นิ้วตำรวจ” ย้อนหลังช่วงปี 2556 – 2559 ชี้ คนก่อเหตุโหดแบบนี้ “ไม่น่าจะอยู่ในแผ่นดินไทย” ย้ำ ประวัติอาชญากรรมลบเองไม่ได้ ต้องเป็นไปตามกฎหมาย และคำสั่งศาลเท่านั้น
วันนี้ (4 ส.ค. 69) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ มีความเกี่ยวข้องกับนายป๋อง ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม 5 ศพ โดยยืนยันว่า ตำรวจทำงานอย่างเต็มที่จริง ๆ อยากให้เข้าใจถึงขั้นตอนการซักถามสอบสวนเบื้องต้น จนขยายผลมาสู่การติดตามชาวต่างชาติที่เสียชีวิต และขยายผลไปถึงเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ซึ่งทางตำรวจเสียใจมากที่เกิดเหตุแบบนี้
พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ กล่าวต่อว่า บุคคลที่พ้นโทษมา และมีพฤติกรรมที่โหดเหี้ยมชั่วร้ายแบบนี้ พูดตรง ๆ ก็ไม่น่าจะอยู่ในแผ่นดินไทย แต่ด้วยข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายทำให้เราต้องเดินหน้าตามบทบาทหน้าที่ของเรา ส่วนข้อมูลที่มีการเพิ่มเติมไปตนได้สอบถามทุกวัน ซึ่งขณะนี้ผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจศาลที่ฝากขังไว้ ยังไม่ได้ให้ความกระจ่างในเรื่องของคดีเพิ่มเติม เป็นแค่เพียงว่า มีอีกหรือไม่ และก่อนหน้านี้มีบุคคลหายอะไรหรือไม่ ตนได้สั่งการไปยัง รอง ผบ.ตร. ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ว่า หากมีข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ เรายินดีรับข้อมูลทั้งหมด เพื่อนำไปขยายผลด้านการสืบสวนว่า มีมากกว่านี้หรือไม่ เบื้องต้นเป็นไปตามที่เราได้ค้นพบทั้ง 5 ศพ และอยู่ระหว่างการสอบสวนให้เกิดความรัดกุม รอบคอบ ย้ำว่า ผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจการฝากขัง
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ให้การเป็นประโยชน์มากน้อยแค่ไหน พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ กล่าวว่า เบื้องต้นให้การรับสารภาพจนนำมาสู่การพบอีก 3 ศพ ขณะที่วิธีการมูลเหตุต่าง ๆ อยู่ในสำนวนการสอบสวน ถือว่า เป็นประโยชน์ในระดับหนึ่งที่ทำให้ตำรวจขยายผลการสืบสวนได้
ส่วนที่ล่าสุดมีพยานออกมาเปิดเผยว่า นายป๋องเคยเป็นนิ้วของตำรวจ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ตนดูรายการที่มีการเปิดเผยข้อมูลเรื่องนี้อยู่ ตนสั่งการทันทีให้ผู้กำกับการ สน.ทองหล่อ ไปอำนวยความสะดวกรับคำร้องทุกข์จากผู้ที่ให้ข้อมูลและถูกกระทำด้วย ซึ่งเหตุเกิดที่ไหนเดี๋ยวเราค่อยส่งคดีไป แต่การดำเนินการขณะนี้เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ส่วนข้อมูลที่ทางตำรวจได้นั้น พยานยืนยันว่า ระบุตัวบุคคลได้ จึงอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่า เป็นใคร เบื้องต้นได้คุยกับตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ให้ตรวจสอบที่ สภ.ห้วยใหญ่ ทราบว่า ย้อนหลังจากคำให้การประมาณ 10 ปี คือ ช่วงปี 56 – 59 ก็อยู่ระหว่างการพิจารณาดูว่า บุคคลนั้นคือใคร ตอนนี้เราได้ข้อมูลจากพยานว่า มีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องโดยระบุว่า เป็นนิ้ว ขอยืนยันว่า ถ้ารู้ตัวและมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการไปใช้จ้างวานกลุ่มบุคคลพวกนี้ ตนยืนยันในความตรงไปตรงมาว่า เราจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด
พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ กล่าวอีกว่า แต่ถ้าถอยหลังกลับไปกับบุคคลที่เป็นตำรวจแล้วเราสันนิษฐานต่าง ๆ นานา น่าจะอยู่ในกลุ่มบุคคลที่เกษียณอายุราชการแล้ว แต่การจะชี้ชัดว่า เป็นใคร อยู่ระหว่างการให้ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีตรวจสอบถึงตำรวจผู้นั้นอยู่ ส่วนการดำเนินการต่อไปหากรู้ตัวก็ต้องตรวจสอบ เพราะตนเป็นผู้บังคับบัญชา ซึ่งตำรวจมีขั้นตอนกระบวนการทำงาน เพื่อให้เกิดความสำเร็จของงาน ยืนยันว่า ตนไม่ได้เข้าข้างใคร ผู้ที่ให้ข้อมูลมาเราก็รับฟังและตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบแล้วมีความชัดเจนก็ต้องว่าไปตามหลักฐาน ถ้าพบว่าผิดก็ต้องดำเนินการ แต่ตาม พ.ร.บ. ตำรวจ พ.ศ. 2565 มีการกำหนดเรื่องระยะเวลาของการพิจารณาเรื่องทางวินัยด้วย แต่ทางอาญาไม่ขาดอายุความอยู่แล้ว จึงต้องไปพิจารณาตรงนั้นอีกครั้ง
ส่วนหากพบว่า มีตำรวจที่ไม่ว่าอยู่ในราชการหรือเกษียณอายุราชการไปแล้วเกี่ยวข้อง จะมีมาตรการอย่างไรบ้าง พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ กล่าวว่า อยากเรียนด้วยความตรงไปตรงมาว่า จริง ๆ เป็นเรื่องการทำงานที่เราไม่อยากพูด เพราะความสำเร็จในเนื้องานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคดีอาชญากรรม คดีความมั่นคง ซึ่งตนไม่ได้หมายถึงคดีนี้ แต่พูดถึงหลักการปฏิบัติของตำรวจสากลทั่วประเทศ ย่อมใช้คนที่เป็นสายลับ ย้ำว่า ตนไม่ได้พูดถึงเคสนายป๋อง แต่พูดถึงหลักปฏิบัติทั่วไป เพื่อให้นำมาซึ่งการได้ข้อมูลและวิธีการที่ทางตำรวจจะมาวางแผนในการปฏิบัติให้สำเร็จ
ดังนั้น หากถามว่า จะมีมาตรการอย่างไร ตนก็คุยประเด็นนี้อยู่ในการพิจารณาเรื่องบุคคลที่เราจะใช้เป็นสาย ซึ่งคงต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติของแต่ละบุคคลที่มาเป็นสาย เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จที่หมายถึงการทำให้อาชญากรรมลดลง รวมถึงความสำเร็จในการปราบปรามและมิติเกี่ยวกับการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุ เราคงต้องพิจารณาถึงตัวบุคคล ซึ่งในระดับผู้บริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการพูดคุยกันในระดับหนึ่งแล้ว เพื่อที่จะพิจารณาว่า จะต้องเพิ่มมาตรการในเรื่องนี้อย่างไร พร้อมยืนยันว่า เรื่องนี้มีความจำเป็น แต่ตนไม่ได้หมายความว่า จำเป็นต้องไปใช้นายป๋อง เพราะตนก็ไม่รู้ว่า นายป๋องเป็นนิ้วให้ใครหรือไม่ อย่างไร เป็นข้อมูลที่เราได้รับฟังมา โดยเรายินดีรับฟังทั้งหมด และน้อมรับข้อมูลทั้งหมดที่หลั่งไหลมา
พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ตนก็อยากจะพูดในฐานะที่เป็นตำรวจว่า เรายินดีรับฟัง แต่อยากให้วิเคราะห์ ไตร่ตรองข้อมูลต่าง ๆ ก่อน อะไรเป็นสิ่งที่ตำรวจควรปรับปรุงแก้ไขเราก็ยินดี ซึ่งผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกคนพร้อมรับข้อมูลเพื่อนำไปสู่มิติของความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว เชื่อว่า สำหรับเรื่องนี้เรามีความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ ขอย้ำว่า การที่ตนพูดไม่ได้หมายความว่า จะไปปกป้องตำรวจที่ไปใช้นายป๋อง จริงเท็จแค่ไหนตนไม่รู้ แต่ว่าพูดถึงภาพรวมทั่วไปในการทำงาน
เมื่อถามย้ำว่า มีความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ใช่หรือไม่ ที่นายป๋องจะเป็นสายของตำรวจ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ก็ได้หรือไม่ได้ ทั้งหมดอยู่ที่การตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งตนสั่งและเซ็นเรียบร้อยแล้ว ถ้าออกมาในรูปแบบไหนก็ต้องดูเรื่องอาญาและวินัย แต่ถ้ามองในช่วงเวลานั้นจนถึงเวลานี้ ถ้าในกลุ่มคนที่พยานพูดอาจจะเกษียณแล้วด้วย ก็ต้องไปดูอีกครั้ง
เมื่อถามถึงประโยชน์ต่างตอบแทนที่อาจจะมีการลบข้อมูลประวัติอาชญากรรม ข้อเท็จจริงสามารถทำได้หรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า การไปลบข้อมูลในประวัติเป็นไปไม่ได้ เพราะข้อมูลประวัติอยู่ที่กองทะเบียนประวัติอาชญากร ซึ่งมีการวางระบบเทคโนโลยีกลางที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเอาไว้ให้ทุกภาคส่วนทั่วประเทศได้ใส่ข้อมูลเข้ามา ในช่วงก่อนหน้านี้ที่ไม่เกิดเหตุอะไร ตนได้ให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานปรับปรุงเกี่ยวกับข้อมูลอาชญากรที่มีทะเบียนประวัติ
ดังนั้น การที่จะไปลบอะไรก็ตามจะอยู่ในรูปแบบของคณะกรรมการ ตนคิดว่า การจะเข้ารหัสแล้วไปลบเอง แทบจะไม่พบเลย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะไปลบ ยืนยันว่า คนที่กระทำชั่วกระทำผิดสมควรที่จะได้รับโทษ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือบุคคลทั่วไปที่ทำผิด ย้ำว่า ไม่ว่าจะทำดีเพื่อต้องการลบล้างอย่างไรก็ไม่ใช่เงื่อนไขที่จะไปลบล้างข้อมูล เพราะอยู่ในรูปแบบของคณะกรรมการที่จะพิจารณาเรื่องของการลบข้อมูล ซึ่งการจะลบได้ เช่น กรณีศาลสั่ง โดยต้องเป็นไปตามเงื่อนไข กฎเกณฑ์ และกฎระเบียบ













