POLITICS

‘การดี’ ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึง ‘ไชยชนก’ ขอทบทวน TH-AI Passport

‘การดี’ ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึง ‘ไชยชนก’ ขอทบทวน TH-AI Passport ชี้ 5 ข้อกังวล จี้เปิดเผยสัญญาฉบับใหม่หลังปรับจ่ายตามผู้ใช้งานจริง เตือนเสี่ยง ‘ทุจริตแบบถูกระเบียบ’ แนะยุติโครงการหากยังไม่ตรวจรับงานงวดแรก

วันนี้ (27 ก.ค. 69) เวลา 10.00 น. ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นผู้รับหนังสือแทน เนื่องจากติดประชุม ครม.

ในหนังสือเปิดผนึกระบุว่า โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) เป็นโครงการด้านปัญญาประดิษฐ์วงเงิน 1,621 ล้านบาท ซึ่งใช้งบประมาณแผ่นดิน โดยระบุว่าจากการตรวจสอบพบว่าโครงการลงนามสัญญาเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 และผู้รับจ้างได้ส่งมอบงานงวดที่ 1 คิดเป็นร้อยละ 20 หรือประมาณ 324.2 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แม้กระทรวงจะชี้แจงว่ายังอยู่ระหว่างการตรวจรับและยังไม่มีการเบิกจ่ายเงินก็ตาม

หนังสือระบุว่า ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 97 รวมถึงเงื่อนไขใน TOR ข้อ 15 ยังเปิดช่องให้หน่วยงานสามารถแก้ไขข้อตกลง ลดวงเงิน หรือยกเลิกโครงการได้ หากเห็นว่าการจัดซื้อจัดจ้างก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ

ทั้งนี้ นได้ตั้งข้อสังเกตต่อโครงการ 5 ประเด็น ได้แก่ ข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่เห็นว่ามีการเร่งรัดและแก้ไขเงื่อนไขสำคัญใน TOR ช่วงรัฐบาลรักษาการ ความไม่คุ้มค่าของโครงการเมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องมือ AI ฟรีและโครงการของหน่วยงานอื่น ความไม่ชัดเจนของหลักเกณฑ์การจ่ายเงินแบบ Pay per Use หรือ Pay per Active User ทั้งการนับ Token การนิยาม Active User และราคากลางต่อหน่วย ประเด็นการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่อาจขัดต่อเงื่อนไข TOR และกระทบต่ออธิปไตยทางข้อมูลของประเทศ รวมถึงการไม่มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนในการยกระดับทักษะ AI ของคนไทย

หนังสือยังเรียกร้องให้รัฐมนตรีใช้อำนาจทบทวน ปรับเปลี่ยนแนวทางอย่างมีนัยสำคัญ หรือพิจารณายกเลิกสัญญาโครงการ พร้อมระบุว่า หากยังเดินหน้าตรวจรับงานหรือเบิกจ่ายงบประมาณ ทั้งที่ได้รับทราบข้อท้วงติงแล้ว อาจเป็นการละเว้นการใช้อำนาจปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ และต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นตามกฎหมาย

ภายหลังยื่นหนังสือ นางการดีกล่าวว่า วันนี้มายื่นหนังสือเปิดผนึกโดยตรงถึงรัฐมนตรี แม้จะมีเลขานุการรัฐมนตรีเป็นผู้รับแทน พร้อมย้ำว่ามีข้อสังเกต 5 ประเด็นที่ต้องการให้รัฐมนตรีพิจารณา เนื่องจากยังไม่มีการตรวจรับงานงวดที่ 1 และเงินของรัฐยังไม่ถูกเบิกจ่าย ตนคิดว่ามันยังเป็นช่วงโอกาสที่เราจะปรับโครงการนี้ได้

นางการดีกล่าวต่อว่า หากได้รับข้อสังเกตที่มีความร้ายแรงทั้ง 5 ประเด็นแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบรับ แก้ไข หรือแม้แต่ทบทวน ก็เห็นว่าเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องเงินของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสการปรับรูปแบบการจ่ายเงินเป็น Pay per Active User นางการดีกล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าจะสามารถเปิดลงทะเบียนได้ตามกำหนดเดิมหรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีการตรวจรับงานงวดที่ 1 และไม่ทราบว่าจะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปได้อย่างไร ย้ำว่า แม้การจ่ายเงินแบบ Pay per Active User จะดีกว่าการจ่ายแบบเหมารวม แต่ยังมีคำถามสำคัญเรื่องราคากลางต่อผู้ใช้งาน

“สิ่งที่สำคัญคือที่มีการแก้ไขว่าเป็น Pay per Active User มันดีกว่าการที่รัฐจ่ายเหมา แต่มันก็เป็นข้อคำถามว่าเราจะตีราคากลางของคำว่า Pay per Active User อยู่ที่กี่บาทต่อ User นี่คือสิ่งที่เรากำลังตั้งคำถามในเอกสารฉบับนี้ เพราะมิฉะนั้นถ้าเป็นมูลค่าที่ใช้จ่ายเกินจริงเพราะมันไม่มีราคากลาง เราก็อาจจะทำให้รัฐเสียเงินไปมากกว่าความจำเป็น และนี่คือสิ่งที่เราเรียกว่าทุจริตแบบถูกระเบียบ” นางการดีกล่าว

สำหรับกรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 ขอเอกสาร TOR แต่กระทรวงอ้างเหตุผลเรื่อง PDPA นางการดีกล่าวว่า PDPA ไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่เปิดเผยเอกสาร เพราะเป็นข้อมูลของรัฐ ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล หากมีข้อมูลส่วนบุคคลหรือเลขบัตรประชาชนก็สามารถปกปิดเฉพาะส่วนนั้นได้

นางการดีกล่าวอีกว่า พรรคได้รับ TOR ฉบับเดิมแล้ว ซึ่งเป็นที่มาของข้อกังวลต่าง ๆ และทราบว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขสัญญาแนบท้ายเพื่อปรับเป็น Pay per Active User โดยเข้าใจว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการสูงสุด และเมื่อแล้วเสร็จก็ควรเปิดเผยให้ตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการตั้งข้อสังเกตกรณีที่นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้ติดตามตรวจสอบโครงการอย่างเข้มข้น แต่ระยะหลังดูเหมือนลดบทบาทลง เนื่องจากคดีนั้น นางการดีกล่าวว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านยังติดตามตรวจสอบ เพียงแต่แบ่งกันตรวจสอบคนละประเด็น โดยฝ่ายค้านตรวจสอบเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ขณะที่ตนเองมุ่งตรวจสอบเรื่องความคุ้มค่า ประโยชน์ของโครงการ และกระบวนการดำเนินงาน ซึ่งเห็นว่ายังมีปัญหาตั้งแต่การจัดซื้อจัดจ้างไปจนถึงแพลตฟอร์มที่กำลังพัฒนา

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้ยกเลิกหรือทบทวนโครงการ นางการดีตอบว่า พรรคต้องการ ทบทวนอย่างมีนัยสำคัญ แต่เห็นว่าจากข้อสงสัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น ประกอบกับยังไม่มีการตรวจรับงานงวดที่ 1 และยังไม่มีการจ่ายเงินของรัฐ จึงเห็นว่าควรยุติโครงการและเริ่มดำเนินการใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อรัฐมากกว่า

Related Posts

Send this to a friend