‘นพ.สรณ‘ ค้านมติกรรมการสรรหาฯ จ่อยื่นศาลปกครอง ยืนกรานปฏิบัติหน้าที่ต่อ
วันนี้ (27 ก.ค. 69) ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แถลงข่าวชี้แจงภายหลังการประชุมบอร์ด กสทช. ครั้งที่ 22 ว่าไม่เห็นด้วยกับมติคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. และโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของกรรมการสรรหามาโดยตลอด ขณะนี้เตรียมใช้สิทธิ์ทางศาลยื่นฟ้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน
ศ.คลินิก นพ.สรณ ยืนยันว่า การพ้นจากตำแหน่งต้องเป็นไปตามมาตรา 20 วรรค 2 ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ คือให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อให้มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจาก กสทช. เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การแต่งตั้งและการดำรงตำแหน่งต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการ ถือว่ายังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย หากงดเว้นการประชุมที่มีวาระสำคัญอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ
สำหรับการประชุมบอร์ด กสทช. ในวันนี้ มีกรรมการเข้าร่วม 6 คน และเดินออกจากห้องประชุม (Walkout) จำนวน 3 คน จึงต้องรอจนถึงเวลาตามข้อบังคับ ก่อนจะเลื่อนและปิดการประชุม โดยจะนัดหมายประชุมอีกครั้งในวันที่ 5-6 สิงหาคม 2569 ตามกรอบเวลาเดิม พร้อมย้ำว่ากำลังเร่งยื่นคัดค้านคำวินิจฉัยต่อศาลปกครอง และมีความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม
เมื่อสื่อมวลชนถามว่าสถานการณ์ปัจจุบันถือว่า กสทช. อยู่ในภาวะสุญญากาศหรือไม่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ระบุว่าไม่มีสิ่งใดใหญ่ไปกว่าพระบรมราชโองการ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาไม่ได้มีอำนาจเหนือพระบรมราชโองการ ส่วนเหตุผลที่ไม่เลื่อนการประชุมออกไปก่อนจนกว่าจะมีความชัดเจนทางกฎหมายนั้น มองว่าหากเลื่อนก็จะไม่มีที่สิ้นสุด วาระสำคัญมีจำนวนมาก และไม่สามารถทราบได้ว่าต้องรอนานเพียงใด การเรียกประชุมครั้งนี้เป็นการนัดหมายล่วงหน้าและกรรมการก็เดินทางมาตามกำหนดเวลา
ส่วนความเสี่ยงในการเรียกประชุมครั้งถัดไปที่อาจเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย ศ.คลินิก นพ.สรณ อธิบายว่าทุกการทำงานมีความเสี่ยง แต่ต้องใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก พร้อมระบุถึงอำนาจของนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติว่าเป็นไปตามกลไกกฎหมาย แม้ขณะนี้จะยังไม่ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีก็ตาม
ศ.คลินิก นพ.สรณ ระบุเพิ่มเติมว่า ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ต่อไป พร้อมยอมรับว่ามีความกังวลใจเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบหลายหน่วยงานและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายต้องพิจารณาว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นถูกต้องหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กร
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา ศ.คลินิก นพ.สรณ ระบุว่ายังมีกลไกอื่นรองรับ ทั้งรัฐสภาและรัฐบาลที่ต้องเข้ามาตรวจสอบ ส่วนคำถามกรณีคณะกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรตั้งข้อสังเกตถึงคุณสมบัติ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องรายได้ ศ.คลินิก นพ.สรณ ปฏิเสธที่จะชี้แจงและตอบเพียงสั้น ๆ ว่าไม่มี













