ตำรวจคุมตัว 4 ผู้ต้องหาคดี ‘พ่อไทยทิพย์’ ฝากขังศาล ปิดปากเงียบไม่ตอบคำถามสื่อ
ตำรวจคุมตัว 4 ผู้ต้องหาคดี ‘พ่อไทยทิพย์’ ฝากขังศาล ปิดปากเงียบไม่ตอบคำถามสื่อ ขณะที่แนวทางการสืบสวนพบหนึ่งในพ่อไทยทิพย์ปฏิเสธข้อหา อ้างมีความสัมพันธ์กับหญิงชาวจีนจริง พบรู้จักครอบครัวชาวจีนจากญาติ และรับเป็นพ่อไทยทิพย์ให้ 2 ครอบครัว ก่อนออกนอกประเทศไปแล้ว 1 ครอบครัว
วันนี้ (25 ก.ค. 69) เวลา 11.00 น. ที่สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง เจ้าหน้าที่นำตัวนายหมง หรือนายมงคล และนายวอ หรือนายวรเมษ นางสาวซี มารดาชาวจีน และนายหู บิดาชาวจีน 4 ผู้ต้องหาขบวนการสวมสิทธิแจ้งเกิดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย “พ่อไทยทิพย์” หรือ “แก๊งกุมารจีน” ในข้อหาร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ใช้เอกสารราชการอันเป็นเท็จ และทุจริตทะเบียนราษฎรเพื่อให้ได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ยื่นฝากขังต่อศาลอาญา พร้อมคัดค้านการประกันตัว
ทันทีที่ระหว่างเจ้าหน้าที่คุมตัวผู้ต้องหาออกมา ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามหนึ่งในผู้ต้องหาว่ารู้จักชาวจีนได้อย่างไร และเป็นพ่อของเด็กชาวจีนจริงหรือไม่ รวมถึงได้ค่าจ้างที่จดทะเบียนเป็นพ่อหรือไม่ แต่กลุ่มผู้ต้องหาไม่ตอบคำถามใด ๆ ขณะที่กลุ่มผู้ต้องหาชาวจีนทั้งสองรายก้มหน้าตลอดเวลา ก่อนถูกนำตัวขึ้นรถทันที
ทั้งนี้มีรายงานจากคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนชุดทำคดี ระบุว่าผู้ต้องหาชาวจีนทั้ง 2 รายให้การรับสารภาพ รวมถึงนายมงคล พ่อไทยทิพย์ก็ให้การรับสารภาพเช่นกัน
ส่วนนายวรเมษ หนึ่งในผู้ต้องหาที่เป็นพ่อไทยทิพย์ ยังคงให้การปฏิเสธ อ้างว่าตัวเองมีความสัมพันธ์กับหญิงชาวจีนจริง และอ้างว่าลูกที่เกิดมาเป็นลูกตนเอง แต่แนวทางการสืบสวนและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจนจากผลการตรวจดีเอ็นเอว่านายวรเมษไม่ใช่พ่อของเด็กชาวจีน เพราะดีเอ็นเอไม่ตรงกัน โดยแนวทางการสืบสวนพบว่า นายวรเมษมารู้จักครอบครัวคนจีนและมารับรองเป็นพ่อเด็กชาวจีนจากญาติของนายวรเมษที่เป็นภรรยาของคนจีน ญาติคนนี้จึงได้ติดต่อประสานมาที่นายวรเมษเพื่อให้มารับรองจดทะเบียนเป็นพ่อคนไทยให้ และข้อมูลยังพบอีกว่านายวรเมษรับรองเป็นพ่อให้กับเด็กชาวจีน 2 ครอบครัว โดยครอบครัวแรกคือนางสาวซี และนายหู พ่อแม่ชาวจีนที่ถูกจับกุม ส่วนอีกครอบครัวชาวจีนได้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว
อีกทั้งประวัติของนายวรเมษยังพบว่ามีประวัติคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในหลายคดี
ส่วนการแจ้งเกิดของนางสาวซีและนายหู พ่อแม่ชาวจีนนั้น มีการแจ้งเกิดจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งย่านพระราม 9 และไปแจ้งเกิดที่สำนักงานเขตห้วยขวาง ซึ่งจะต้องขยายผลและตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่













