POLITICS

‘ภาวุธ’ ชี้รัฐตั้งโครงการหนุนเทคโนโลยีไทย แต่ผู้ประกอบการขายงานภาครัฐไม่ได้ เสนอ ‘Buy Thai First’

‘ภาวุธ’ ชี้รัฐตั้งโครงการหนุนเทคโนโลยีไทย แต่ผู้ประกอบการขายงานภาครัฐไม่ได้ เสนอ ‘Buy Thai First’ วัดผลจากยอดขายจริงแทนจำนวนคนร่วมงาน

วันนี้ (8 ก.ย. 69) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่มี น.ส. มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาคนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ในการพิจารณาวาระ 2 มาตรา 16 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมอภิปราย โดยเน้นไปที่งบประมาณในสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) งบทั้งหมด 64.7 ล้านบาท ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยมีโครงการที่ให้เอสเอ็มอีใช้เทคโนโลยีของคนไทย คือผู้ประกอบการสามารถมาขึ้นทะเบียนกับ DEPA ได้ และมีการได้สิทธิพิเศษต่าง ๆ เมื่อใครเข้าสู่โครงการนี้แล้วสามารถเอาธุรกิจขายเข้าไปยังโครงการรัฐ ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่ของหลายคนที่ทำธุรกิจเทคโนโลยีสตาร์ตอัป คือการขายให้ภาครัฐที่คุณเป็นลูกค้าคนแรก และสามารถเข้าไปขายในกลุ่มภาคธุรกิจเอกชนเช่นเดียวกัน โดยสามารถหักภาษีได้สูงถึง 200%

นายภาวุธ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในโครงการนี้ 162 ราย มีสินค้าและบริการประมาณ 957 สินค้า ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจสมัยตนเองอยู่เอกชนก็เคยนำธุรกิจเข้าสู่โครงการนี้ แต่เอกชนที่เข้าไปอยู่ในโครงการนี้มีน้อยรายที่สามารถขายธุรกิจขายบริการให้กับหน่วยงานภาครัฐ กลายเป็นว่าตั้งโครงการมา แต่ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้กับการผลักดันเทคโนโลยีคนไทยให้กับโครงการภาครัฐ

นายภาวุธ ย้ำว่า สิ่งที่เอกชนต้องการคือให้รัฐสนับสนุนและเป็นลูกค้าคนแรก แต่กลับไม่เกิดขึ้นเลย ดังนั้นการตั้งเป้าและการวัดผลอยากวัดจากยอดที่ขายจริงเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้ คำแนะนำคือจะต้องสร้างจำนวนผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบให้มากกว่านี้ ซึ่งขณะนี้มีน้อยกว่า 1% ของตลาดรวมทั้งหมด หากลดกระบวนการนำพาผู้ประกอบการเข้ามามากกว่านี้

1.ทวงคืนตลาดภาครัฐด้วย “Buy Thai First” โดยให้กระทรวงดีอีเป็นหัวหอกในการเจรจาร่วมกับกรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลัง ในการซื้อเทคโนโลยีจากของประเทศไทยก่อน

2.ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องบัญชีนวัตกรรมมาก มองว่าต้องบูรณาการร่วมกัน ทั้งบัญชีเอสเอ็มอี บัญชีบริการดิจิทัล และบัญชีนวัตกรรม เพื่อปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ประชาชน ธุรกิจ และราชการมาใช้บริการได้ในที่เดียว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่คนไทย

3.การวัดผลจัดงานด้วยจำนวนลูกค้าและรายได้ที่ได้มากกว่าจำนวนคนที่มาร่วมงาน

“กระทรวงดีอีควรเป็นแนวหน้าในการปกป้องเงินของชาติ ซึ่งจะเป็นโครงการที่ทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปข้างหน้าได้ แต่ตอนนี้ไม่สามารถตัดงบประมาณได้ ถ้าจะตัดอยากจะตัดแค่บาทเดียว เพื่อกระตุกให้คนไทย รัฐบาลไทย ราชการไทยรู้จักโครงการนี้เพิ่มมากขึ้น” นายภาวุธ กล่าว

นายภาวุธ กล่าวทิ้งท้ายว่า สุดท้ายนี้เราขาดการบูรณาการในการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ แต่ละรัฐทำงานซ้ำซ้อนกัน แยกกัน หากวันนี้เรามีรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ สามารถตั้งเป้าทำงานร่วมกัน มองผลลัพธ์ร่วมกัน เชื่อว่าจะมีผลลัพธ์ที่ดีต่อประเทศไทย

Related Posts

Send this to a friend