‘อนุทิน’ นั่งประธานบอร์ดต้านทุจริตนัดแรก ชูผลงานยึดทรัพย์แก๊งผิดกฎหมาย 4 หมื่นล้าน
วันนี้ (23 ก.ค. 69) เวลา 10.00 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต ครั้งที่ 1/2569
นายอนุทิน ระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริตและการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ทั้งยาเสพติด สแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และความผิดอื่น ๆ พร้อมยืนยันว่าการตรวจสอบและยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดมีผลเป็นรูปธรรม โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รายงานว่า นับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ สามารถยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดกฎหมายแล้วประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นผลการดำเนินงานที่จับต้องและมีหลักฐานชัดเจน
นายกรัฐมนตรี ระบุเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงาน ปปง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทำหน้าที่สืบสวน สอบสวน แจ้งความ ดำเนินคดี และลงโทษผู้กระทำผิด
พร้อมยกตัวอย่างกรณีการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งมีข้อกังวลว่าการให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นสืบสวนสอบสวนเองจะเป็นการให้ผู้เกี่ยวข้องสอบสวนกันเอง โดยยืนยันว่าไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากมีหลายหน่วยงานดำเนินการตรวจสอบอยู่แล้ว ทั้ง ป.ป.ช. ปปง. ป.ป.ท. และตำรวจ รวมถึงแต่งตั้งคณะกรรมการซึ่งมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้สืบสวนสอบสวน ขยายผล และประสานงานกับทุกหน่วยงาน เพื่อให้การปราบปรามและดำเนินคดีมีประสิทธิภาพสูงสุด ปัจจุบันหลายหน่วยงานทำงานคู่ขนานกันอย่างเต็มที่ จึงเชื่อว่าไม่มีหน่วยงานหรือบุคคลใดสามารถวิ่งเต้นเพื่อให้หลุดพ้นคดี เนื่องจากมีหลายฝ่ายร่วมกันตรวจสอบ สะท้อนเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการสร้างระบบและเร่งรัดปราบปรามการทุจริตทุกรูปแบบ
นอกจากนี้ คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริตชุดนี้ จะเป็นกลไกหลักเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ ให้ดำเนินงานบนฐานข้อมูลและเป้าหมายเดียวกัน พร้อมผลักดันการปรับปรุงกฎหมายและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการใช้ดุลพินิจ เพิ่มความโปร่งใส ยกระดับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การป้องกันเชิงระบบอย่างยั่งยืน รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการทำงานอย่างเต็มที่ และขอให้ทุกหน่วยงานกล้าปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ภาครัฐไทยมีธรรมาภิบาลและได้รับความเชื่อมั่นจากนานาประเทศ













