BANGKOK

ปชป.ท้าดีเบต เสนอชื่อ ‘วิรัช’ เป็นประธานสภา กทม.แข่ง ‘ สก.เนอส’ ก่อนเถียงกันวุ่นลงคะแนน ลับหรือเปิดเผย

ปชป.ท้าดีเบต เสนอชื่อ ‘วิรัช คงคาเขตร’ แข่ง ‘ สก.เนอส’ บอกประธานสภา กทม.ใครก็เป็นได้ เชื่อหากได้เป็นทำได้ดีกว่า ก่อนเถียงกันวุ่นลงคะแนนโดยลับหรือเปิดเผย

วันนี้ (13 ก.ค. 69) เวลา 10.00 น. ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร ครั้งแรก วาระการเลือกประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 26 และรองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 1 และคนที่ 2 เพื่อปฏิบัติหน้าที่เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติและตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร

สำหรับการเปิดประชุมสภานัดแรก สก.ที่อาวุโสสูงสุด คือ นางเมธาวี ธารดำรงค์ สก.เขตปทุมวัน ทำหน้าที่เป็นประธานชั่วคราว จากนั้นนายวิพุธ ศรีวะอุไร สก.เขตบางรัก กลุ่มคนทำงาน เสนอนางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย สก.บางซื่อ พรรคประชาชน เป็นประธานสภา กทม.

นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล สก.เขตคลองสาน พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอชื่อ สก.ชิงตำแหน่งด้วย เพราะมองว่าจะต้องมีคู่เปรียบเทียบให้ สก.ได้ฟังวิสัยทัศน์ของทั้งสองคน ตนเองต้องการให้มีการดีเบตในหัวข้อดังนี้

1.ประธานสภา กทม.จะทำให้ กทม.ที่มาจากหลากหลายเป็นสภาของคน กทม.อย่างไร

2.ประธานสภา กทม.จะทำให้ สก.ทั้ง 50 เขต ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใสควบคู่กับหน่วยงานราชการ กทม.อย่างไร

3.วิสัยทัศน์อื่นที่ทั้งสองจะดำเนินการในระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง

ด้านนายฉัตรชัย หมอดี สก.เขตบางนา พรรคประชาชน ขอให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อได้แสดงวิสัยทัศน์ นางเมธาวี จึงขอให้ สก.รับรองตามข้อเสนอของนายฉัตรชัย นายสมชายจึงลุกขึ้นแย้ง ก่อนจะเสนอชื่อนายวิรัช คงคาเขตร สก.บางกอกใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานสภา กทม.

นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา สก.ลาดกระบัง กล่าวว่า ในเมื่อมีสมาชิกเสนอต่าง 2 ท่าน เสร็จแล้วยังไม่มีข้อสรุปจึงเห็นสมควรว่าควรจะมีการโหวต ส่วนวิสัยทัศน์ควรจะเป็นของผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานครอยู่แล้ว ไม่ต้องมีคำถามใด ๆ หากอยากมีการเสนอหรืออภิปรายก็เรียนเชิญ

นายสมชายจึงกล่าวว่า ตอนหาเสียงยังมีการดีเบต จึงมีคำถามต่อทั้ง 2 ท่าน ว่าจะดำเนินการในตำแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานครอย่างไร อันนี้ยังไม่มองว่าไม่ใช่เรื่องยาก ท่านยังตอบเรื่องทุจริตได้เลย

นายนภาพลกล่าวว่า จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องที่จะต้องทะเลาะ สามารถให้ทั้ง 2 ท่าน แสดงวิสัยทัศน์ภาพรวมก่อน หากสมาชิกมีคำถามค่อยถามเพิ่มเติมเป็นข้อ ๆ ไป

นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย สก.บางซื่อ พรรคประชาชนจึงลุกขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ว่า เรื่องสภาโปร่งใสตรวจสอบได้ มี 4 เรื่องหลัก คือ

1.เปิดให้มีการถ่ายทอดสด โดยการแก้ไขข้อบังคับที่ประชุมเพื่อถ่ายทอดสดการประชุมทั้งคณะสามัญและวิสามัญทั้งหมด และหากมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง หรือมีการอ้างอิงบุคคลที่สาม และบริษัทมีความสุ่มเสี่ยง ก็สามารถปิดไลฟ์ได้

2.การเปิดเผยการลงมติซึ่งในปัจจุบันยังต้องให้ประธานสภากรุงเทพมหานครเป็นผู้อนุมัติ จึงอยากให้เปิดโดยอัตโนมัติตามสภาใหญ่

3.เปิดเผยสถิติการเข้าประชุมของสมาชิกทุกท่านเพื่อความโปร่งใสและให้ประชาชนได้รับทราบการทำงาน

4.การสนับสนุนการทำงานของสมาชิกเพื่อให้เพื่อนสมาชิกทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการผลักดันให้มีการตั้งสำนักงานวิชาการและงบประมาณของสภากรุงเทพมหานครเอง ซึ่งจะสนับสนุนเรื่องการวิเคราะห์งบประมาณและข้อมูลสำหรับการทำร่างข้อบัญญัติต่าง ๆ

ส่วนกรณีที่นายสมชายสอบถามว่าจะทำให้กรุงเทพมหานครที่มีความหลากหลายเป็นของทุกคนได้อย่างไรนั้น ตนเองคิดว่าสิ่งที่เราควรจะทำมากขึ้นคือเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เสนอเรื่อง หรืองบประมาณต่าง ๆ จากเดิมที่เราเคยจัดงานแฮกงบ กทม.เป็นกลุ่มเล็ก ๆ เราควรจัดงานแฮกงบเป็นของสภากรุงเทพมหานครไปเลย เพื่อให้ประชาชนเข้าใจเรื่องงบประมาณไปพร้อมกันกับเรา และเพื่อให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบไปพร้อมกันและเสนอแนะได้ด้วยว่าหลังจากนี้ควรจะใช้งบประมาณไปในทิศทางไหน

สำหรับคำถามว่าจะให้เพื่อนสมาชิกดำรงตนโปร่งใสได้อย่างไร ตนเองคิดว่าเป็นสิทธิของเพื่อนสมาชิก แต่ตนเองได้เสนอช่องทางและระบบต่าง ๆ ไป และการดำเนินการภายใน 2 ปีนี้ เรามีไทม์ไลน์ไปแล้วว่าจะพยายามผลักดันให้ได้ภายในเดือน ธ.ค. ปีนี้

นายวิรัชแสดงวิสัยทัศน์ว่า เมื่อคืนไม่รู้ฝันดีหรือฝันร้าย เมื่อสมาชิกบางท่านเห็นว่าตนเองมีความเหมาะสม ไม่ได้เตรียมการใด ๆ แต่ขออาศัยประสบการณ์และความคิดของตนเอง การเป็นประธานสภา กทม.ไม่ใช่เรื่องยาก น้องที่เข้ามาใหม่ต้องอ่านข้อบังคับการประชุมให้เข้าใจ กทม.มี 3 เฟือง คือ ฝ่ายบริหาร ข้าราชการและสภา กทม.แต่ละเฟืองหากหมุนไปได้อย่างสมดุล ประชาชนจะได้ผลประโยชน์อย่างเต็มที่

ตนเองเป็นหนึ่งใน 50 ฟันเฟืองจะทำอย่างไรให้หมุนไปพร้อมกับฟันเฟืองของฝ่ายบริหารและข้าราชการ ตนเองไม่มีวิสัยทัศน์ แต่คิดมาตลอดว่าหากเป็นผู้นำประธานสภา กทม.หรือหัวหน้าห้อง คิดว่าตนเองทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ก็ยอมรับว่ามีคนทำได้ดีกว่าตนเอง

จากนั้นในที่ประชุมได้มีการถกเถียงเรื่องวิธีการลงคะแนน ระหว่างการลงคะแนนแบบเปิดเผยและการลงคะแนนโดยลับ เพื่อเลือกประธานสภา กทม.และรองประธานสภา กทม. ซึ่งนายอำนาจ ปานเผือก สก.บางแค พรรคประชาชน เสนอให้มีการลงคะแนนโดยเปิดเผย

นายนภาพล จีระกุล สก.บางกอกน้อย พรรคการลงคะแนนแบบเปิดเผยทำให้สมาชิกไม่มีเอกสิทธิ์ในการใช้ดุลยพินิจอย่างอิสระในการลงคะแนนแต่ละครั้ง ฉะนั้นในการลงคะแนนขอให้ปฏิบัติตามข้อบังคับที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2528 ดังนั้นการลงคะแนนด้วยวิธีลับจึงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด เพราะสภาใหญ่ก็ใช้วิธีนี้

นายสมชาย เสสารัชตระกูล สก.เขตสายไหม พรรคเพื่อไทยกล่าวว่าข้อบังคับการเลือกประธานและรองประธานสภา กทม.เขียนไว้ชัดเจน หากทำผิดระเบียบเดี๋ยวจะมีการฟ้องร้อง ดังนั้นจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ตนเองเป็นนักกฎหมาย เรียนกฎหมายมาตั้งแต่ปริญญาตรี กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนแต่ตีความนอกกรอบ สภา กทม.เป็นฝ่ายนิติบัญญัติแต่ทำผิดกฎหมายเองจะดำเนินการอย่างไร ประธานในที่ประชุมต้องคิดใหม่ เป็นประธานเพียงประธานชั่วคราว เชื่อว่านางสาวภัทราภรณ์ได้เป็นอยู่แล้ว แต่เสนอชื่อนายวิรัช มาให้เป็นสีสัน

นางสาวเมธาวี จึงกล่าวว่า คุณน่าจะคิดเยอะไปเพราะทุกอย่างก็เป็นไปตามระเบียบ ตนเองอยากทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ระเบียบมีชัดทุกคนก็รู้ แต่เมื่อมีผู้เห็นต่างก็จะต้องโหวต

ท้ายที่สุดที่ประชุมมีมติโหวตให้ลงคะแนนแบบเปิดเผยด้วยวิธีการยกมือ

Related Posts

Send this to a friend