‘รักชนก’ เผย ท้องถิ่นฟ้องถูกสำนักงบฯ หั่นเงิน ชวนจับตางบประมาณพิสูจน์ความจริงใจรัฐบาล
‘รักชนก’ เปิดชื่อ 4 กระทรวง ไม่ส่งคำของบปี 70 ท้องถิ่นฟ้องถูกสำนักงบฯ หั่นเงิน ชวน ปชช.จับตางบประมาณพิสูจน์ความจริงใจรัฐบาล เสียงวิจารณ์ทำหลายโครงการถูกปรับถอน หากผู้มีอำนาจไม่ฟัง อีก 3 ปี เจอ ปชช.ลงโทษ
วันนี้ (11 ก.ค. 69) นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ กล่าวเปิดบรรยายถึงการศึกษาการจัดทำงบประมาณว่า งบประมาณอยู่รอบตัวเราตั้งแต่ลืมตาดูโลก เราจะได้ค่าเลี้ยงดูบุตรเท่าไร จะได้รับการศึกษาแบบใด รวมถึงปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง เหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษางบประมาณทั้งสิ้น ซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วยคน คือ ข้าราชการ ลูกจ้าง กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎระเบียบ เราจะกำกับให้ใครได้สิทธิเสียสิทธิอะไรเกิดจากกฎหมาย และงบประมาณ
การจะแก้ไขปัญหาหรือขับเคลื่อนอะไร ต้องใช้ 3 อย่าง คือ คน กฎ งบ และการที่เราต้องรู้เรื่องงบประมาณเพื่อจะได้รู้ว่าคนที่สัญญากับเราในช่วงเลือกตั้งมีความจริงใจที่จะทำในสิ่งที่เขาพูด จริง ๆ หรือไม่ ทั้งนี้ก่อนจะมีเล่มงบประมาณขาวคาดแดง จะต้องมีคำของบประมาณก่อน ซึ่งจะมีมูลค่าเป็น 2 เท่าของงบประมาณที่จะได้รับการจัดสรรจริง โดยงบประมาณปี 70 กมธ.ติดตามงบฯ ได้ทำหนังสือส่งไปทุกกระทรวง ทุกกรม ทุกท้องถิ่น ซึ่งท้องถิ่นส่งกลับมาให้ กมธ.ในลักษณะต้องการจะฟ้องว่าสำนักงบประมาณตัดงบ แต่กระทรวงหวงคำของบประมาณมาก เพราะไม่อยากให้เห็นว่าทำคำของบมาแบบไหน
ตนเองขอเปิดชื่อกระทรวงที่ไม่ส่งข้อมูลให้กับ กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงสาธารณสุข ส่วนกระทรวงที่ส่งข้อมูลน้อยมาก คือ กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ สำหรับกระทรวงที่ส่งข้อมูลคำของบประมาณมาให้แล้วแต่ถอนกลับ คือ กระทรวงแรงงานและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นางสาวรักชนกกล่าวว่า เมื่อไปดูรายละเอียดของคำของบประมาณ ยกตัวอย่างของเทศบาลนครหาดใหญ่ พบว่า เจ็ตสกีเครื่องยนต์ 4 สูบ 4 จังหวะ จำนวน 8 ล้านบาท แล้วยังมีคำของบประมาณห้องเรียนอัจฉริยะ ทำให้ประชาชนเห็นว่าเรื่องนี้ใครพูดจริง เพราะจะเห็นว่าท้องถิ่นขอมาแต่รัฐบาลอาจจะอนุมัติงบกลางให้ เวลาจะดูว่ารัฐบาลมีความจริงใจพูดความจริงกับเราหรือไม่ว่าใส่ใจก็ไปดูการตั้งงบประมาณ หรือตั้งโครงการอะไรในการดูแล จึงต้องตั้งคำถามว่าหลายเรื่องทำไมรัฐบาลถึงไม่ตั้งงบปกติในการแก้ไขปัญหา หลายคนมักจะมองพวกเราที่เป็น สส.ด้วยความชื่นชมเป็นความหวัง
แต่การที่จะเปลี่ยนแปลงสร้างสรรค์ประเทศให้ดีขึ้นไม่ได้อยู่ในมือของพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือมือของใครคนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ในมือของทุกคน และการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ทุกคนต้องช่วยกันส่งเสียง เช่น กรณีล่าสุด แนวคิดปรับเกณฑ์ ลูกใช้สิทธิดูแลพ่อแม่เพื่อลดหย่อนภาษี และตัดสิทธิพ่อแม่ในการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ถูกประชาชนและสื่อวิพากษ์วิจารณ์ สุดท้ายก็ต้องพิจารณาปรับลดเกณฑ์นี้ออกไป รวมถึงโครงการ TH-AI Passport ที่ถูกจับตา จนรัฐบาลต้องยอมขยับและมีการแก้ไขสัญญาจากงบประมาณเหมาจ่าย
แม้พรรคประชาชนอยากจะให้ยกเลิกโครงการนี้ก็ตาม ตนหวังว่าผลของการวิพากษ์วิจารณ์น่าจะส่งผลให้สำนักงบประมาณตัดโครงการนี้ออกทั้งโครงการในปีหน้า จึงไม่อยากให้คิดว่าเมื่อเราด่าหรือวิพากษ์วิจารณ์หรือพูดไปแล้วจะไม่มีอะไร หรือเขาไม่ฟังเรา ถ้าเราเป็นเสียงเดียวก็อาจจะถูกละเลย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารวมกันเป็นกลุ่มก่อนและร่วมกันชี้ว่าอะไรคือปัญหาของประเทศ ไม่ว่าจะอย่างไรเราก็ต้องฟัง สุดท้ายเราก็ยังมีอำนาจในมือด้วยการลงโทษในอีก 3 ปีข้างหน้าหากเขาไม่ฟังเสียงของเรา
นางสาวรักชนกกล่าวต่อว่า ระบบงบประมาณที่เราอยากเห็น คือ ระบบป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ตั้งแต่ต้นทางด้วยการเปิดเผยข้อมูล ให้สาธารณชนรับทราบ ให้เข้าถึงข้อมูลได้เหมือนที่พรรคประชาชนเรียกร้องให้มีการถ่ายทอดสดในกรรมาธิการงบประมาณแล้วมีคนมาล้อว่า ถ่ายทอดแล้วยังไง มีคนดู 5 คน 10 คน แต่เป็นการทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ประเด็นคือใครอยากดูต้องได้ดูเพราะคือภาษี เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานว่าเขาเอาเงินไปทำอะไร













