ปชน. รวมเสียง สก. 37 เสียง ดัน ‘เนอส’ นั่งประธานสภา กทม.
ปชน. รวมเสียง สก. 37 เสียง ดัน ‘เนอส’ นั่งประธานสภา กทม. ‘เนติภูมิ’ รองประธานคนที่ 1 ‘นริสสร’ รองประธานคนที่ 2 จับมือดันวาระสภา-งบประมาณโปร่งใส ย้ำไม่ใช่รัฐบาล-ฝ่ายค้าน ทุกคนมีอิสระไม่ผูกมัด ‘ดร.จอห์น’ ลั่น ไม่สนระบอบอาม่า-อากง-อาแปะ หากไม่โปร่งใสพร้อมตรวจสอบ
วันนี้ (3 ก.ค. 69) เวลา 11.30 น. ที่อาคารอนาคตใหม่ ‘พรรคประชาชน’ นำโดย นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม., นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม., นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ สก. เขตบางซื่อ พร้อมด้วย สก. พรรคประชาชน และ สก. กลุ่มคนทำงาน อาทิ นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ, นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง และนายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา แกนนำกลุ่มคนทำงาน ร่วมประชุมและแถลงข่าวประกาศวาระความร่วมมือเพื่อยกระดับการทำงานของสภากรุงเทพมหานคร โดยมีมติสนับสนุนให้นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย เป็นประธานสภา กทม.
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า พรรคได้รับการสนับสนุนจาก สก. กลุ่มอิสระ 4 คน ได้แก่ นางสาวนริสสร แสงแก้ว ว่าที่ สก. เขตบางเขน, พ.ต.อ.ภิญโญ ป้อมสถิตย์ ว่าที่ สก. เขตบางพลัด, นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ว่าที่ สก. เขตลาดกระบัง และนายเมธาวี ธารดำรงค์ ว่าที่ สก. เขตปทุมวัน ทำให้พรรคประชาชนมีเสียงสนับสนุน 26 เสียง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของสภากรุงเทพมหานคร และจะทำให้สามารถขับเคลื่อนวาระ “สภาโปร่งใส” เพื่อนำไปสู่ “งบประมาณโปร่งใส” ได้
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า พรรคไม่ได้ปิดกั้นความร่วมมือจากกลุ่ม สก. อื่น และในวันนี้ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากกลุ่มคนทำงาน ทำให้มีเสียงรวม 37 เสียง เพื่อร่วมกันทำงานให้ประชาชนสามารถติดตามและตรวจสอบการทำงานของสภาได้
สำหรับการประชุมร่วมของ สก. ทั้ง 3 กลุ่ม มีข้อตกลงร่วมกัน 3 ประการ ได้แก่ ร่วมกันผลักดันวาระ “สภาโปร่งใส” และ “งบประมาณโปร่งใส” โดยจะแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร กำหนดให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมการสามัญและวิสามัญ เปิดเผยรายชื่อการลงมติ และเปิดเผยการเข้าประชุมของสมาชิกสภา กทม. รวมทั้งผลักดันข้อบัญญัติงบประมาณให้เปิดเผยรายละเอียดโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง ในรูปแบบข้อมูลที่คอมพิวเตอร์สามารถอ่านและประมวลผลได้ ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำคำของบประมาณไปจนถึงการบริหารสัญญาหลังจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมตรวจสอบและป้องกันการทุจริต
นอกจากนี้ จะผลักดันให้สมาชิกสภา กทม. มีเวลาตรวจสอบงบประมาณก่อนเข้าสู่วาระที่ 1 ไม่น้อยกว่า 30 วัน และกำหนดให้คณะกรรมการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีใช้เวลาพิจารณาไม่น้อยกว่า 3 วัน โดยตั้งเป้าผลักดันข้อบังคับและข้อบัญญัติให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้ง สก. สมาชิกทั้ง 37 คน จะร่วมกันสนับสนุนนางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย เป็นประธานสภา กทม. คนที่ 26 พร้อมเห็นชอบให้นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย เป็นรองประธานสภา กทม. คนที่ 1 และนางสาวนริสสร แสงแก้ว เป็นรองประธานสภา กทม. คนที่ 2 รวมทั้งจะผลักดันการแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภา เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เตรียมความพร้อมรับมือวิกฤติสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติของกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ สมาชิกสภา กทม. ทั้ง 37 คน ยืนยันว่าจะทุ่มเทการทำงานให้กับประชาชนชาวกรุงเทพมหานครอย่างเต็มที่ และยกระดับการทำงานของสภากรุงเทพมหานครให้เป็นที่พึ่งของประชาชน
นายศุภณัฐ กล่าวว่า การแถลงข่าวร่วมกันในวันนี้เป็นการแสดงเจตจำนงของ สก. ทั้ง 37 คน ที่จะร่วมกันผลักดันวาระสภาโปร่งใส ขับเคลื่อนการพิจารณางบประมาณให้มีความโปร่งใส รวมถึงสนับสนุนนางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย เป็นประธานสภา กทม. คนที่ 26 พร้อมด้วยนายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย และนางสาวนริสสร แสงแก้ว เป็นรองประธานสภา กทม. พร้อมย้ำว่า การถกเถียงกันในสภาเป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตย จึงไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกัน เพราะสมาชิกทุกคนต้องมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น โดยสิ่งที่ทั้ง 37 คนประกาศร่วมกันในวันนี้ คือข้อตกลงที่จะผลักดันให้สภา กทม. และกระบวนการใช้งบประมาณมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากวาระที่ร่วมกันแถลงแล้ว การทำงานด้านอื่นจะต้องเป็นไปตามมติร่วมกันหรือไม่ นายศุภณัฐ กล่าวว่า ในทางการเมืองเป็นเรื่องปกติที่จะดึงแต่ละฝ่ายเข้ามาร่วมผลักดันในแต่ละประเด็น แต่ สก. แต่ละคนและแต่ละกลุ่มก็มีจุดยืนในเรื่องอื่นแตกต่างกัน จึงอาจมีทั้งเรื่องที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายประเด็น พร้อมย้ำว่า การรวมตัวครั้งนี้ไม่ใช่การจัดตั้งรัฐบาลหรือฝ่ายค้านที่จะต้องเห็นพ้องกันทุกเรื่อง แต่เป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกันในการผลักดันวาระที่ได้ประกาศไว้เท่านั้น
ส่วนการทำงานร่วมกับ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ผู้ว่าฯ กทม. นายศุภณัฐ กล่าวว่า ตนอาจตอบแทน สก. ทั้ง 37 คนไม่ได้ แต่ในส่วนของ ‘พรรคประชาชน’ พร้อมทำงานร่วมกับผู้บริหารทุกคนที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน และการผลักดันวาระครั้งนี้ก็สอดคล้องกับนโยบายของนายชัชชาติ ที่ต้องการให้งบประมาณมีความโปร่งใสและแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยสิ่งที่ทั้ง 37 คนแสดงออกในวันนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับสิ่งที่นายชัชชาติผลักดัน และตามที่นายชัยวัฒน์แถลงก่อนหน้านี้ ก็พร้อมเปิดรับการสนับสนุนจากกลุ่ม สก. อื่นเพิ่มเติมด้วย
เมื่อถูกถามถึงประเด็น “ระบบอากง” ที่ถูกพูดถึงมาตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง สภา กทม. นายศุภณัฐ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของ สก. ทุกคนในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร เพราะสภา กทม. ไม่มีระบบรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่เป็นการถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ หากมีประเด็นเรื่องระบบอากง ตนเชื่อว่า สก. ทุกคนจะไม่นิ่งดูดาย เพราะต่างได้รับเลือกตั้งจากประชาชนและพร้อมปกป้องภาษีของประชาชน
ด้านนายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง กล่าวว่า กลุ่มคนทำงานพร้อมสนับสนุนทุกเรื่องที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนกรุงเทพฯ และพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ เป็นหลัก เพราะทุกคนมี “เจ้านายคนเดียวกัน” คือประชาชนชาวกรุงเทพฯ
ขณะที่นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา หรือ ดร.จอห์น กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นระบบอากง อาม่า หรืออาแปะ หากมีประเด็นที่ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความไม่โปร่งใส ก็พร้อมตรวจสอบอย่างเข้มข้นในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ พร้อมยืนยันแทนกลุ่มสมาชิกว่าจะไม่ปล่อยให้เกิดความไม่โปร่งใสในกรุงเทพมหานครอย่างแน่นอน
สำหรับว่าที่ สก. ที่ได้รับการเลือกตั้งทั้ง 50 เขต ประกอบด้วย ‘พรรคประชาชน’ 22 เขต, กลุ่มคนทำงาน 11 เขต, พรรคประชาธิปัตย์ 8 เขต, กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว 4 เขต, ผู้สมัครอิสระ 3 เขต และกลุ่ม Better Bangkok 2 เขต













