POLITICS

‘อภิสิทธิ์’ อัดงบฯ 70 ไร้อนาคต ชี้รัฐทำได้แค่ประคอง-ใช้หนี้

จี้ปฏิรูปภาษีเพิ่มรายได้ ห่วงกู้เพิ่ม 4 แสนล้าน ดันหนี้สาธารณะพุ่งเกิน 70% ติงงบ ‘ดีอี’ เพิ่มแต่ไม่เห็นยุทธศาสตร์-วิสัยทัศน์ประเทศ

วันนี้ (29 มิ.ย. 69) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 25 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ พิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นอภิปราย

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปีนี้ เป็นงบประมาณที่เรามองไม่เห็นอนาคต ซึ่งไม่ได้ตำหนิรัฐบาล เพราะโครงสร้างงบประมาณก็สะท้อนปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน เพียงแต่ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของโลก จึงเป็นความท้าทายเป็นพิเศษของรัฐบาลว่า จะแก้ปัญหาที่หมักหมมมาอย่างไรเพื่อให้ไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการเดินไปข้างหน้า

นายอภิสิทธิ์ ระบุถึงสาเหตุที่งบประมาณนี้ไม่เห็นอนาคต ได้แก่โครงสร้างงบประมาณ ประเทศไทยเดินมาถึงจุดที่มีการจัดเก็บรายได้ทั้งหมดมีเพียงพอสำหรับงบประจำและการใช้หนี้เท่านั้น ศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีอากรและรายได้ ทำได้แค่เพียงประคับประคองสิ่งที่มีอยู่ และใช้หนี้ที่สร้างไว้ในอดีต

ขณะที่ตัวเลขการจัดเก็บภาษีอากรเมื่อเทียบกับ GDP อยู่ที่ 14.6% ซึ่งคือต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถดูแลประชาชนคนไทยได้ ยังไม่ต้องพูดถึงการเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ หรือเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ที่มีการกำหนดมาอย่างช้านานแล้ว

“ผมจึงอยากฟังว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีความเห็นเรื่องนี้อย่างไร และหวังว่าท่านจะไม่หมกมุ่นอยู่กับการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งควรเป็นทางเลือกสุดท้าย” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์ ระบุอีกว่า งบประมาณในปีนี้จึงมีเพียงงบบุคลากรที่ได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้น งบเงินอุดหนุน แต่งงบที่จำเป็นต้องลดลงอย่างเฉียบพลันคืองบลงทุน และแทบไม่มีโครงการอะไรใหม่ อย่างการลงทุนในหาดใหญ่เพื่อป้องกันภัยพิบัติซึ่งประชาชนคาดหวัง ก็แทบไม่ปรากฏอยู่ อีกทั้งรัฐบาลได้กู้เงินเพิ่มเติมอีก 4 แสนล้านบาท ก็กลับกลายเป็นเพียงการส่งเสริม ให้นำเข้าโซล่าเซลล์และยานยนต์ไฟฟ้า

แม้รัฐบาลจะระบุว่าขณะนี้หนี้สาธารณะยังไม่ชนเพดาน แต่หากศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้รัฐบาลกู้เงินเพิ่มอีก 4 แสนล้านบาทเต็มจำนวน หนี้สาธารณะจะพุ่งไปสูงถึง 69% หากนับรวมรายการตามมาตรา 28 ที่รัฐบาลติดหนี้สถาบันทางการเงิน ซึ่งค้างอยู่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท หากรวมตรงนี้ไปด้วยจะทะลุถึง 70% แล้ว และอีก 3-4 ปีข้างหน้าโอกาสที่จะให้หนี้ไม่ทะลุ 70% แม้ตามนิยามที่รัฐบาลใช้อยู่ในปัจจุบัน รัฐบาลจะต้องสามารถเก็บรายได้เพิ่มเกินปีละ 4% ซึ่งเราไม่ได้เห็นมาเป็นเวลานานแล้ว นั่นหมายความว่าหนี้สาธารณะมีโอกาสพุ่งสูงถึง 80-90% ภายใน 3-4 ปี

“ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงบอกว่า เรามองไม่เห็นอนาคต หากรัฐบาลไม่มีความกล้าหาญเพียงพอที่จะผ่าตัดงบประมาณตรงนี้ เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับการสร้างอนาคตให้กับประเทศได้” นายอภิสิทธิ์กล่าว

สำหรับงบประมาณของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้นมากที่สุดนั้น ตนเองไม่เถียงว่าเป็นการเพิ่มขึ้นเพราะความจำเป็นของระบบ Cloud แต่งบประมาณของกระทรวงดีอีที่เพิ่มมาขนาดนี้ ก็ยังไม่สามารถทำให้เรามองเห็นวิสัยทัศน์หรือยุทธศาสตร์ของกระทรวงได้อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับหลายกระทรวงที่ใส่ชื่อปัญญาประดิษฐ์เข้าไปเพื่อวิ่งตามกระแส

“เมื่อไปดูเนื้อในของงบประมาณฉบับนี้ ผมไม่ได้เห็นทั้ง 5 T ไม่เห็นการตั้งงบประมาณแบบพุ่งเป้า ไม่เห็นการตั้งงบประมาณฐานศูนย์อย่างแท้จริงเลย ผมถึงบอกว่าสำหรับพรรคประชาธิปัตย์เราไม่เห็นอนาคต และต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกจากฟากรัฐบาลที่อภิปรายเมื่อครู่นี้ เป็นอีกคำหนึ่งที่ทำให้เห็นความชัดเจนของงบประมาณฉบับนี้ ก็คือเป็นงบหาเช้ากินค่ำ” นายอภิสิทธิ์กล่าว

Related Posts

Send this to a friend