POLITICS

‘ส.ศิวรักษ์’ เชิดชู ‘ปรีดี พนงยงค์‘ ยอมอุทิศชีวิตเพื่อราษฎร

จวกรัฐประหาร 2490 ทำลายประชาธิปไตยไทย เชื่อครบ 100 ปีอภิวัฒน์สยาม ชื่อ ‘ปรีดี พนมยงค์‘ จะกลับมา

วันนี้ (22 มิ.ย. 69) ที่หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ได้มีการจัดงานเปิดที่ทำการแห่งใหม่ของสถาบันอย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “Living Democracy : ก้าวย่างใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์” หรือ “PRIDI Democracy and Peace Hub” ระหว่างวันที่ 22-24 มิถุนายน 2569

ภายในงานมีการกล่าวรำลึกและสะท้อนความหมายของอุดมการณ์ประชาธิปไตย โดยนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ ซึ่งได้ถ่ายทอดมุมมองทางประวัติศาสตร์และกล่าวถึงคุณูปการของศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ที่มีต่อประเทศไทยและสังคมโลก

นายสุลักษณ์ กล่าวว่า สำหรับตนแล้ว อาจารย์ปรีดีเป็นบุคคลที่มีอุดมการณ์ต่อบ้านเมืองอย่างยิ่ง สถาบันปรีดี พนมยงค์ มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่เกียรติคุณและผลงานที่ท่านได้อุทิศให้แก่ประเทศชาติ โดยตลอดชีวิตของอาจารย์ปรีดีไม่เคยทำสิ่งใดเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ทำเพื่อราษฎรและบ้านเมืองมาโดยตลอด

นายสุลักษณ์กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ “อำนาจอยู่ในมือราษฎร” เป็นครั้งแรก แม้จะมีผู้คนจำนวนมากที่ยังไม่เห็นความสำคัญของเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ประชาชนก็สามารถร่วมกันรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ได้ยาวนานถึง 15 ปี แม้จะเผชิญกับสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 และการเข้ามาของกองทัพญี่ปุ่น

“แม้จอมพล ป. พิบูลสงคราม จะเป็นเผด็จการ แต่ก็เป็นคนรักชาติ อุทิศตนทำเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ด้วยวิถีทางประชาธิปไตย” นายสุลักษณ์ กล่าว

นายสุลักษณ์ยังเปรียบเทียบอุดมการณ์ของผู้นำในภูมิภาค โดยกล่าวถึงโฮจิมินห์ว่าเป็นบุคคลที่ทำเพื่อราษฎรและเสียสละตนเอง จนสามารถนำเวียดนามเอาชนะมหาอำนาจได้ แม้ในปัจจุบันเวียดนามจะเปลี่ยนผ่านสู่ระบบทุนนิยมแล้วก็ตาม พร้อมระบุว่าการทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เดินไปในทางที่ถูกต้องไม่ใช่เรื่องง่าย

“อาจารย์ปรีดียอมเสียสละชีวิตเพื่อชาติและเพื่อมนุษยชาติ ในเวลานั้นมีเพียงประเทศไทยประเทศเดียวในภูมิภาคที่ยังคงรักษาเอกราชไว้ได้ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างตกอยู่ภายใต้อาณานิคม ท่านยังให้ความช่วยเหลือลาวและเวียดนาม รวมถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังมีบทบาทในการก่อตั้งสมัชชาเอเชียอาคเนย์ ซึ่งยึดแนวทางสังคมนิยมและความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค” นายสุลักษณ์ กล่าว

นายสุลักษณ์ยังวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์การเมืองไทย โดยระบุว่า รัฐประหาร พ.ศ.2490 เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสังคมไทย เพราะเป็นการกระทำที่มุ่งตอบสนองผลประโยชน์ของผู้ก่อการ มากกว่าประโยชน์ของราษฎร

“หากอาจารย์ปรีดีเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง ท่านสามารถใช้อาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังจากขบวนการเสรีไทยรวบรวมกำลังเพื่อก่อการได้ แต่ท่านไม่ได้ทำเช่นนั้น” นายสุลักษณ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายสุลักษณ์ยังกล่าวถึงการก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญของอาจารย์ปรีดี โดยระบุว่า ภายหลังรัฐประหาร พ.ศ.2490 มีความพยายามจะปิดมหาวิทยาลัยดังกล่าว ก่อนจะมีการประนีประนอมด้วยการตัดคำว่า “การเมือง” ออกจากชื่อสถาบัน

“มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มุ่งเอาธรรมะเป็นศัสตราที่แหลมคม เป็นเรื่องที่น่าปลาบปลื้ม อย่างน้อยก็สามารถผลิตบัณฑิตมารับใช้บ้านเมืองได้ ที่สำคัญคือ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ คือผลผลิตของธรรมศาสตร์ที่เดินตามอาจารย์ปรีดี แต่ต้องไปเสียชีวิตที่ประเทศอังกฤษ บ้านนี้เมืองนี้ตอบแทนบุญคุณคนด้วยวิธีการเช่นนี้” นายสุลักษณ์กล่าว

ช่วงท้าย นายสุลักษณ์แสดงความเชื่อมั่นว่า เมื่อการอภิวัฒน์สยามครบรอบ 100 ปี ประเทศไทยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แม้สังคมไทยในปัจจุบันจะเผชิญปัญหาหลายด้านก็ตาม

“ผมเชื่อว่าอภิวัฒน์ครบ 100 ปี บ้านนี้เมืองนี้จะเปลี่ยน แม้บ้านเมืองนี้จะถูกมอมเมา แต่ผมเชื่อว่ากรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี เชื่อว่าประชาธิปไตยจะกลับมา แล้วเมื่อนั้นชื่อของปรีดี พนมยงค์ จะกลับมาผงาด” นายสุลักษณ์ กล่าว

Related Posts

Send this to a friend