‘เท้ง’ ขอไม่ขยายความเพิ่ม ปมตั้ง ‘สุรพล’ ยอมรับเคยทาบนั่งผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม.
‘เท้ง’ ขอไม่ขยายความเพิ่ม ปมตั้ง ‘สุรพล’ ยอมรับเคยทาบนั่งผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. เข้าใจ ‘ปวิน – นักวิชาการ’ รุมวิจารณ์ ไม่กังวล ‘ปิยบุตร’ โพสต์เดือด เพราะไม่ได้ขัดกับหลักการพรรคPARLIAMENT: ‘เท้ง’ ขอไม่ขยายความเพิ่ม ปมตั้ง ‘สุรพล’ ยอมรับเคยทาบนั่งผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. เข้าใจ ‘ปวิน – นักวิชาการ’ รุมวิจารณ์ ไม่กังวล ‘ปิยบุตร’ โพสต์เดือด เพราะไม่ได้ขัดกับหลักการพรรค
วันนี้ (5 มิ.ย. 69) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ยังเกิดกระแสไม่พอใจในการเทียบเชิญ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2549 มาเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้ว่าฯ กทม. ว่า ตนเองหรือตัวแทนพรรค เช่น นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค หรือนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ก็อธิบายไปหมดแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่ตนเองจะขอขยายเพิ่มเติม รวมถึง ศ.ดร.สุรพลก็ได้มีการออกสื่อและอธิบายตัวเองไประดับหนึ่งแล้ว ฉะนั้นประเด็นนี้ขออนุญาตไม่ขยายอะไรเพิ่มเติมดีกว่า
เมื่อถามว่าจะชี้แจงอย่างไร เมื่อ ศ.ดร.สุรพลระบุว่าตนเองยังไม่เปลี่ยนหลักการ ทำให้คนมองว่าการรัฐประหารยังเป็นจุดยืน ศ.ดร.สุรพลอยู่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า หลักของตนเองและพรรคประชาชนคือ ไม่เห็นด้วยกับปฏิวัติรัฐประหาร ต้องการทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนหลักของแต่ละคนที่จะเข้าร่วมเดินทางกับเรา อาจจะมีหลักส่วนใหญ่ที่มองเห็นตรงกัน เช่น อยากให้บ้านเมืองนี้ดีขึ้น การเมืองในประเทศดีขึ้น แต่อาจจะมีวิธีการบางอย่างที่แตกต่างกันบ้าง ตนเองคิดว่าอาจจะเป็นเฉดทางการเมืองที่แต่ละคนจะเข้ามาร่วมกระบวนการนี้ได้เหมือนกัน แต่จะอยู่วงในหรือวงนอกก็แตกต่างกันไป เช่น บทบาทของนายสุรพลเอง ก็มีบทบาทในการที่เราจะเชิญมาให้คำปรึกษาเรื่องการบริหาร กทม. หากได้ติดตามการออกรายการของนายสุรพล ก็จะเห็นว่ามีการให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหาร กทม. ได้ค่อนข้างดี และมีหลายมุมที่เป็นแง่คิดที่ดี
“ส่วนจุดยืนทางการเมืองต่าง ๆ อาจจะไม่ต้องมีหลักหรือเห็นตรงกันทั้งหมด แต่บทบาทของ ศ.ดร.สุรพลเองก็ไม่ได้มีส่วนตัดสินใจในการบริหารพรรคประชาชน ดังนั้น ผมคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร น่าจะทำงานร่วมกันได้” นายณัฐพงษ์กล่าว
เมื่อถามย้ำว่าพรรคประชาชนค้านเรื่องการทำรัฐประหารมาโดยตลอด แต่จุดยืนของ ศ.ดร.สุรพลไม่เปลี่ยน จะทำงานร่วมกันได้จริงหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ต้องมองกลับไปในอดีตว่าการรัฐประหารในปี 2549 และ 2557 เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่อง และขณะนั้นก็มีการแบ่งคนในสังคมที่มีความเห็นต่างออกมาเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ ๆ ที่ต่างฝ่ายต่างมีความขัดแย้ง ดังนั้น หากเราต้องการทำให้ประเทศไทย การเมืองไทยและสังคมดีกว่านี้ ตนเองและพรรคประชาชนคิดถึงบริบทในปัจจุบันคือผลประโยชน์และอำนาจทางการเมือง รวมถึงเศรษฐกิจ ถูกผูกขาดอยู่กับคนเพียงแค่ไม่กี่กลุ่ม เราไม่สามารถเอาชนะคนไม่กี่กลุ่ม กลุ่มคนจำนวนน้อยในสังคมที่ถืออำนาจและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศ บางคนที่อาจจะนิยามตัวเองว่าเป็นฝั่งประชาธิปไตยจ๋า ๆ ในอดีต หากเราต้องการเอาชนะระบอบสีน้ำเงิน ระบอบการเมืองผูกขาดเช่นนี้ ต้องอาศัยการสนับสนุนคนที่เคยเห็นต่างมาก ๆ ในสังคม ถือเป็นโจทย์สำคัญมากกว่า
ส่วนจะเป็นการผลักมวลชนของพรรคออกไปหรือไม่ รวมถึงนักวิชาการ เช่น ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนเองเข้าใจและเห็นการสื่อสารของ ศ.ดร.ปวิน รวมถึงนักวิชาการหลายคนที่อาจจะนิยามตัวเองว่าเป็นฝั่งประชาธิปไตยและมีความไม่สบายใจที่ ศ.ดร.สุรพลมาร่วมงานกับพรรคประชาชนในครั้งนี้ แต่ตนอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าโจทย์ของพวกเราคือต้องการเอาชนะระบอบสีน้ำเงินที่ผูกขาด ฉะนั้น เราจึงต้องขยายแนวร่วมและต้องเปิดกว้างโดยที่ตัวเราเองไม่เสียตัวตน
เมื่อถามว่าพรรคประชาชนเป็นผู้สร้างระบอบสีน้ำเงินขึ้นมาเองจากเหตุการณ์ MOA นายณัฐพงษ์กล่าวว่า อาจจะต้องขออนุญาตตั้งคำถามกลับว่า ณ ตอนนั้น ไม่มีใครรู้หรอกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. เป็นอย่างไร เราก็เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งมีการโยกย้ายข้าราชการ ประเด็นที่บอกว่าช่วยสีน้ำเงินด้วย รวมถึงวันที่มีการเลือกตั้งก็มีกระบวนการนับคะแนนที่ไม่โปร่งใส ฉะนั้นเรื่องผลการเลือกตั้งที่ออกมา ไม่มีใครคาดคิดล่วงหน้าได้ และการตัดสินใจของพรรคประชาชนในวันนั้น การโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรีตาม MOA ก็เพื่อเปิดประตูสู่การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศ สุดท้ายการที่จะทำให้การเมืองไทยดีขึ้นก็ต้องกลับไปเริ่มต้นที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นายณัฐพงษ์ยืนยันว่า พรรคประชาชนจะยังตรวจสอบทั้งเรื่องที่ดินเขากระโดง ขณะนี้ก็ยังมีสมาชิกของพรรครวบรวมข้อมูลหลักฐานและเดินหน้าตรวจสอบทุกอย่างอยู่แล้ว เพียงแค่เราพยายามใช้ช่องทางที่เราคิดว่ามีความเหมาะสมมากที่สุด
เมื่อถามว่าได้คุยกับนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าหรือไม่ เพราะแสดงความเห็นค่อนข้างเดือด นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ข้อคิดเห็นที่นายปิยบุตรออกมาโพสต์ ส่วนตัวไม่ได้มีข้อกังวลอะไร ไม่ได้ขัดต่อหลักการการทำงานของพวกเรา เข้าใจดีว่าอาจมีคนที่สนับสนุนประชาธิปไตยและไม่เห็นด้วยที่ ศ.ดร.สุรพลมาร่วมทำงานกับเราหรือตั้งคำถามถึงกระบวนการการเข้ามา ก็เป็นสิ่งที่พวกตนน้อมรับ และพยายามจะสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น อย่างไรก็ตามกับนายปิยบุตรได้คุยเป็นปกติ แต่ไม่ได้คุยในกรณีนี้เป็นพิเศษ นายปิยบุตรเองก็เป็นอาจารย์หนึ่งคนที่ตนชื่นชมและให้ความเคารพ มีการขอคำปรึกษาและให้คำปรึกษาอย่างเป็นระยะ
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ตนเองไม่ได้กดดันกับกระแสโจมตี เรียกว่าเข้าใจดีกว่า เข้าใจข้อวิพากษ์วิจารณ์ แล้วตอนนี้ตนเองรวมถึงเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชน ทุกคนก็เดินหน้าทำงานเต็มที่ และเข้าใจดีว่าในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา อาจมีบางช่วงเวลาที่ตนและเพื่อนหลายคนรู้สึกผิดหวังต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เราคงไม่ได้คาดหวังว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นแบบนี้ แต่คงไม่ได้จมปลักอยู่กับความผิดหวังนั้นตลอดไป และไม่ได้ทำงานอยู่บนความสิ้นหวังอย่างเดียว เรายังขับเคลื่อนงานในสภาหลายอย่าง
ส่วนจะไม่มีการทบทวนบทบาทการทำงานของ ศ.ดร.สุรพลในพรรคใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า บทบาทของ ศ.ดร.สุรพลที่อยู่ในฐานะประธานยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายของกรุงเทพมหานคร ก็เป็นบทบาทที่เหมาะสม เพราะไม่ได้มีบทบาทอื่นที่เกี่ยวข้องกับพรรค เช่น ตัดสินใจการเมืองสำคัญให้กับพรรค ศ.ดร.สุรพลเองก็มีคนมีความรู้เกี่ยวกับกรุงเทพมหานครค่อนข้างดี คิดว่าตำแหน่งปัจจุบันมีความเหมาะสมอยู่แล้ว
เมื่อถามถึงกรณีที่อาจมีคนในพรรคมองว่าทำตำแหน่งอื่นก็ได้ที่มาตามกระบวนการของพรรค เพราะเหมือนข้ามคนที่เคยทำงาน และเอาคนที่มีจุดยืนตรงกันข้ามกันมาทำงาน นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เป็นกระบวนการที่ภายในพรรคเองต้องมีการปรับให้ดีขึ้น ยอมรับในจุดนั้นแต่อยากให้เข้าใจว่าบุคคลที่เราจะทาบทามหรือชวนให้มาทำงานร่วมกัน บางทีก็อาจมีข้อจำกัดที่เหมือนหรือแตกต่างกัน บางคนกว่าที่จะกล้าประกาศตัวออกมาว่ามาร่วมทำงานกับพรรคสีส้ม เขาก็อาจจะต้องคิดหน้าคิดหลังเพราะมีต้นทุนเยอะแตกต่างกันไป ซึ่งเราพยายามออกแบบกระบวนการที่เปิดกว้างมากที่สุด ไม่ได้จงใจปกปิด แต่ต้องตอบโจทย์คนที่มาร่วมเดินทางกับเราด้วยเป็นสิ่งที่เราต้องหาสมดุลในจุดนี้
เมื่อถามว่า ศ.ดร.สุรพลเคยได้รับเชิญลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคประชาชนใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เป็นเรื่องจริง แต่จุดสำคัญของพรรคประชาชนคือ พยายามเฟ้นหาแคนดิเดตที่มีประสบการณ์และมีความรู้เชิงลึก เข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างของกรุงเทพฯ เชื่อว่าหลังการเลือกตั้ง ไม่ว่าผู้ว่าฯ กทม. จะเป็นใคร สิ่งที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. เคยทำมา ในการทำให้ระบบราชการดีขึ้นแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอย ทุกคนคงทำต่อ ไม่มีใครไปล้างสิ่งที่นายชัชชาติเคยทำ แต่สิ่งที่คนกรุงเทพฯ คู่ควรมากกว่านี้ และทำให้ใช้ชีวิตง่ายกว่านี้ คือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างใหญ่ ๆ เช่น พ.ร.บ. กรุงเทพมหานคร แก้ปัญหาสาธารณสุขใบส่งตัว หรือปัญหาการจัดการขยะ หลายอย่างอาจต้องการทีมบริหารอีกแบบหนึ่ง ที่มีจุดยืนแข็งทำงานประสานกัน กล้าชน ในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง












