ไทย – เวียดนาม ฉลองความสัมพันธ์ 50 ปี ลงนามความร่วมมือ 4 ฉบับ
ไทย – เวียดนาม ฉลองความสัมพันธ์ 50 ปี ลงนามความร่วมมือ 4 ฉบับ เดินหน้ายกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน นายกฯ ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าสู้ 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เชื่อ ไม่ไกลเกินเอื้อม ชู 3 connect เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เชื่อมโยง ซัพพลายเชน – เศรษฐกิจท้องถิ่น – พลังงานสะอาด ด้าน ปธน.เวียดนาม ชม ไทยทำตามข้อสัญญาหยุดยิง หนุนแก้วิกฤตด้วยสันติวิธี ตามกฎหมาย UNCLOS
วันนี้ (28 พ.ค. 69) ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายโต เลิน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นสักขีพยานใน พิธีแลกเปลี่ยนเอกสารสัญญา 4 ฉบับ โดยฉบับแรกจะเป็นแผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินการเป็นหุ้นส่วนรอบด้านระหว่างไทยและเวียดนามปี 2569 ถึง 2574
ฉบับที่ 2 หนังสือทางการทูตระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อยืนยันว่าทั้งสองกระทรวงเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการดำเนินงานและการประสานความร่วมมือภายใต้ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
ฉบับที่ 3 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน
(MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท (VIETJET GROUP)
ฉบับที่ 4 บันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการปกครองแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
จากนั้น นายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดีเวียดนาม ได้ร่วมกันเปิดสัญลักษณ์เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบความสัมพันธ์ 50 ปีระหว่างไทยและเวียดนาม
จากนั้น นายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดีเวียดนาม ได้ร่วมกันแถลงข่าวร่วมกัน โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลไทยมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ ในการเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นแขกคนแรกของรัฐบาลของตนเอง จึงถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นโอกาสในการเฉลิมฉลอง โอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทยเวียดนามในปีนี้ และได้มีพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในฐานะที่ไทยและเวียดนามมีศักยภาพในการเติมโตสูง การเยือนครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน ให้ปฏิบัติเกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อทั้ง 2 ประเทศอย่างแท้จริง ในการลงนามแผนปฏิบัติการดังกล่าว และวันนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดกว้างตรงไปตรงมาและเห็นพ้องขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกมิติของความเป็นหุ้นส่วน ยุทธศาสตร์รอบด้าน ของ 2 ประเทศดังนี้
ได้แก่ ด้านความมั่นคงและด้านการเมือง ทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือทางการทหารและการป้องกัน อาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะ ออนไลน์สแกรม รายการป้องกันและปราบปรามดารทำประมงที่ผิดกฎหมาย และยังใช้โอกาสนี้ ย้ำหลักการที่จะไม่ให้บุคคลใดใช้ดินแดนของแต่ละฝั่ง ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และให้นำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบของอาเซียนมาปฏิบัติอย่างจริงจัง
ทางด้านเศรษฐกิจ 2 ประเทศเห็นพ้องที่ไทยและเวียดนาม จะต้องร่วมมือใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น เพื่อรับมือความผันผวนและความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน จะให้ความสำคัญการส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชนของทั้ง 2 ประเทศ
“เห็นพ้องที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ในการบรรลุเป้าหมายการค้าที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยเร็ว ขณะนี้ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เป้าหมายไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม และมีความตั้งใจการหารือกัน จะยกระดับมูลค่าการค้าให้มากขึ้น และเมื่อสักครู่ เวียดเจ็ท กลับสำนักงาน EEC ของไทย ได้ลงนามความร่วมมือในการก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่ EEC ของประเทศด้วย” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อได้ว่า วันนี้ได้มีการหาเดินแนวทางการส่งเสริมความเชื่อมโยงภายใต้ยุทธศาสตร์ 3 connect เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้ง 2 ประเทศ 1. การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และห่วงโซ่การผลิตในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 2. การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น 3. การเชื่อมโยงจุดยุทธศาสตร์สีเขียว จะให้ความสำคัญกับร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และจะให้ความสำคัญในด้านความร่วมมือเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งไทยพร้อมที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีอวกาศ อาทิ ดาวเทียม เทคโนโลยีชีวภาพ และในโอกาสนี้ได้มีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ในระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค โดยได้เสนอกับเวียดนามว่าในฐานะที่ไทยและเวียดนามมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง จึงสามารถที่จะมีบทบาทร่วมกันในการขับเคลื่อน พัฒนาในอนุภูมิภาคนี้ได้ ตนเชื่อว่าการหารือของทั้งสองประเทศในวันนี้ จะช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทยเวียดนาม ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของรัฐบาลภาคเอกชน เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ
ด้านนายโต เลิม กล่าวว่า ตนรู้สึกยินดีที่ได้มาเยือนประเทศไทย ในฐานะที่เป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ขอขอบคุณการต้อนรับ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และอบอุ่นที่ผู้นำประเทศไทย นายกรัฐมนตรี และภริยา ได้มอบให้แก่ตน การเยือนประเทศไทยในครั้งนี้มีความหมายสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปีของทั้ง 2 ประเทศ แสดงถึงให้เห็นความไว้เชื่อใจ และความเชื่อมั่น ซึ่งทั้ง 2 ประเทศก็เป็นสมาชิกของอาเซียนด้วย
นายโต เลิม กล่าวอีกว่า ในบรรยากาศที่อบอุ่น มีความเชื่อมั่น และไว้เนื้อเชื่อใจ ตนและนายกรัฐมนตรีไทย มีการหารือที่ประสบความสำเร็จ รวมถึงมีผลสำคัญในรอบด้านเป็นรูปธรรม โดยได้พัฒนาความสัมพันธ์ด้านกลาโหม ความมั่นคง และส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ซึ่งเป็นจุดเด่นของทั้ง 2 ประเทศ รวมถึงความร่วมมือด้านประชาชนในภูมิภาคอาเซียน ก็มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น บนพื้นฐานนั้นพวกเราได้หารืออย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในทุกด้านให้เป็นรูปธรรม และมีประสิทธิภาพ
ในโอกาสนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องที่จะทำให้ความเชื่อใจแนบแน่นมากยิ่งขึ้น และส่งเสริมความเป็นไปมาหาสู่ในทางระดับสูง และทุกหน่วยงานเพื่อเสริมสร้างกลไกความร่วมมือด้านกลาโหม ด้านความมั่นคง และส่งเสริมการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการค้ามนุษย์ยาเสพติด และเห็นด้วยที่จะไม่ให้บุคคนใดบุคคลหนึ่งใช้พื้นที่ต่อต้านอีกประเทศหนึ่ง
นอกจากนี้ ได้ส่งเสริมมูลค่าการค้าขายให้ได้ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อให้เกิดและส่งเสริมความวุ่นวายในยุทธศาสตร์ 3Connect และส่งเสริมการพัฒนาที่มีศักยภาพ เช่น พลังงานสะอาด พลังงานสีเขียว ด้านเกษตร เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐานระหว่าง 2 ประเทศโดยเฉพาะในลุ่มแม่น้ำโขง และเศรษฐกิจตะวันออก และตะวันตก ในการช่วยขนส่งสินค้าระหว่างสองประเทศ และส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรม การศึกษา และประชาชน
ประธานาธิบดีเวียดนาม ยังกล่าวขอบคุณและชื่นชมความร่วมมือของรัฐบาลไทยและคนเวียดนามที่อาศัยอยู่ในประเทศ ไทยแสดงให้เห็นถึงความสำคัญ เป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อส่งเสริมมิตรภาพและความใกล้ชิดระหว่างประชาชน ในการรับมือสถานการณ์ และต่างๆ ในภูมิภาคทั่วโลก พร้อมยืนยันบทบาทที่สำคัญในการดำรงความสามัคคี และศูนย์กลางของอาเซียน รวมถึงเห็นด้วยที่จะส่งเสริมการจัดการปัญหาต่าง ๆ ที่ทั้ง 2 ประเทศให้ความสนใจ เพื่อสันติภาพ เสรีภาพ และความมั่นคงความปลอดภัยในเสรีทางอากาศ ทางทะเลตะวันออก และเห็นด้วยที่จะจัดการปัญหาต่าง ๆ ด้วยสันติวิธีบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ UNCLOS 1982 รวมถึงชื่นชมไทยและกัมพูชาที่ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง และจะเริ่มต้นการเจรจากันอีกครั้งหนึ่ง













