อธิบดี คพ.แถลงโต้ผลสำรวจ กกร. ปมเรียกรับสินบน ชี้ข้อมูลไม่รอบด้าน-ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
อธิบดี คพ.แถลงโต้ผลสำรวจ กกร. ปมเรียกรับสินบน ชี้ข้อมูลไม่รอบด้าน-ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ยันพร้อมถูกตรวจสอบแต่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการวิจัย ย้ำไม่ฟ้องปิดปากผู้ให้ข้อมูล หากพบเจ้าหน้าที่ทุจริตจริงปลดออกแน่นอน
วันนี้ (25 พ.ค. 69) เวลา 10.00 น. ที่อาคารกรมควบคุมมลพิษ ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ พร้อมด้วย นายจิระพงษ์ คูหากาญจน์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และ นายธีระพงษ์ วิมลจิตรานนท์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ แถลงผลการพิจารณาเอกสารงานวิจัยการสำรวจความคิดเห็นภาคเอกชนของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กรณีระบุว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เป็นหน่วยงานที่มีการเรียกรับสินบนสูงสุด โดยมีการเสนอ 102,160 บาทต่อครั้ง โดยมีประเด็นสงสัยเนื่องจากที่ผ่านมาเกือบ 30 ปี คพ.ไม่เคยได้รับการร้องเรียนเรื่องการทุจริต
ดร.สุรินทร์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้ทราบผลสำรวจ คพ. ได้เรียกประชุมผู้บริหาร คพ.ทั่วประเทศทันที และได้ทำหนังสือเปิดผนึกถึง กกร. เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เพื่อขอให้ชี้แจงที่มาของข้อมูล วิธีการตรวจสอบ และส่งมอบหลักฐานที่เกี่ยวข้องภายใน 7 วัน เพื่อให้ คพ. ตรวจสอบได้ว่ามีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตจริงหรือไม่ โดย กกร. ได้จัดส่งหนังสือชี้แจงหลักการและระเบียบวิธีการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ ให้ คพ. เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 พร้อมสิ่งที่ส่งมาด้วย 3 รายการ ได้แก่ 1) สรุปหลักการและระเบียบวิธีการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ จำนวน 13 หน้า 2) ตัวอย่างแบบสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ จำนวน 8 หน้า 3) เอกสารประกอบการแถลงข่าวและข่าวประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 จำนวน 22 หน้า
ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า คพ. ไม่ปฏิเสธการตรวจสอบเกี่ยวกับการต่อต้านทุจริต ในทางตรงกันข้ามเรามีความยินดียิ่งที่จะถูกตรวจสอบ เนื่องจากปัญหาคอรัปชั่นเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อเศรษฐกิจ การลงทุนและประชาชน พร้อมยืนยันว่าจะลงโทษทางวินัยอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น หากพบเจ้าหน้าที่กระทำความผิด นอกจากนี้ คพ. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อกระแสข่าวที่เกิดขึ้น โดยได้แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาทบทวนมาตรการและแนวทางปฏิบัติราชการในทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันการทุจริต พร้อมออกหนังสือแจ้งเวียนกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและโปร่งใส และคพ.ได้เข้าร่วมประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ดร. รวีวรรณ ภูริเดช) เป็นประธาน เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นระบบ จากการที่ผู้บริหาร คพ.ได้ร่วมกันทบทวนภารกิจและโครงการต่าง ๆ พบว่า “กระบวนงานการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิดมลพิษ” เป็นจุดที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตด้านการใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา คพ. ได้ร่วมมือกับสำนักงาน ป.ป.ท. นำระบบบริหารจัดการความเสี่ยงการทุจริต (CRMS) และมาตรการควบคุมมาปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรม จนส่งผลให้ คพ. ได้รับผลการประเมินเชิงคุณภาพในระดับ “ดีเยี่ยม” (Excellent) ต่อเนื่องกันถึง 3 ปี และ คพ. ยังคงมุ่งมั่นยกระดับคู่มือปฏิบัติงาน (Work Manual) ไปสู่มาตรฐาน SOP (Standard Operating Procedure) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และสร้างความโปร่งใสสูงสุดตามนโยบายของรัฐมนตรีและปลัดกระทรวง
ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า คพ. ได้ประสานขอความชัดเจนและรายละเอียดข้อมูลการสำรวจวิจัยของ กกร. เนื่องจากกระบวนการจัดทำวิจัยของ กกร. และได้มีการเผยแพร่ข่าวต่อสื่อสารมวลชนในลักษณะทำนองว่า คพ. เป็นหน่วยงานที่มีการเรียกรับสินบนต่อครั้งเป็นอันดับที่ 1 ทำให้ คพ. ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ยากแก่การแก้ไขเยียวยา ข้าราชการเสียขวัญและกำลังใจในการทำงาน และเมื่อได้รับเอกสารจาก กกร. แล้ว คพ. ยิ่งมีข้อสังเกตว่ากระบวนการจัดทำวิจัยของ กกร. ถูกต้อง ชอบธรรม ตามหลักวิชาการ หรือไม่อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น
1) การจำแนกหน่วยงานภาครัฐ ออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มการจัดเก็บภาษีและรายได้ (2) กลุ่มการออกใบอนุญาต (3) กลุ่มศุลกากรและการค้าระหว่างประเทศ (4) กลุ่มสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน และ (5) กลุ่มการกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย โดยมีหน่วยงานระดับกรมของประเทศ 162 หน่วยงาน แต่มีการสำรวจอยู่เพียง 26 หน่วยงาน ซึ่งไม่ครอบคลุมภาพรวมของระบบราชการไทยทั้งประเทศ ในเชิงวิชาการไม่สามารถนำผลไปใช้ในการกำหนดนโยบายประเทศทั้งระบบได้
2) การออกแบบสอบถามยึดโยงจากแนวทางของธนาคารโลก (World Bank) ปี 2542 เป็นหลัก ซึ่งเป็นข้อมูลที่เก่า หลายหน่วยงานได้ถูกปรับบทบาทภารกิจไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2545 อาจไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันของแต่ละหน่วยงาน ตัวอย่างเช่น กรมทรัพยากรธรณี ไม่มีบทบาทใด อยู่ใน 5 กลุ่มหน่วยงานภาครัฐที่จำแนกเลย
3) การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ภาคเอกชนเพียงบางกลุ่มที่มีขอบเขตค่อนข้างจำกัด ไม่ได้การกระจายกลุ่มตัวอย่างไปยังภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น ภาคประชาชน ผู้รับบริการทั่วไป ภาควิชาการ หรือภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดมุมมองที่หลากหลาย และช่วยสร้างกลไก Check and Balance ต่อผลลัพธ์ของการศึกษา
4) การสำรวจใช้แบบสัมภาษณ์ 2 รูปแบบ คือ แบบออนไลน์ (Google Form) และแบบเผชิญหน้า (Face to Face) โดย กกร. แจ้งว่ามีแบบสอบถามออนไลน์เพื่อเป็นตัว Back up ดูความสอดคล้อง แต่โครงสร้างแบบสอบถามทั้งสองมีความแตกต่างกันทั้งจำนวนส่วนและข้อคำถาม ซึ่งไม่สอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญ
5) การสำรวจตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถาม 401 ราย ทั่วประเทศ ในช่วงระหว่าง วันที่ 26 มี.ค. – 10 เม.ย.2569 ( จำนวน 16 วัน) เป็นระยะเวลาที่กระชั้นชิด มีความเสี่ยงในการควบคุมมาตรฐาน/คุณภาพในการสำรวจแบบสอบถาม แบบ Face to Face ที่ทีข้อคำถามมากถึง 70 ข้อ ซึ่งต้องสอบถามให้ได้ 25 ราย/วัน โดยตัวอย่างกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ย่อมเสี่ยงต่อการการควบคุมมาตรฐาน/คุณภาพในการสำรวจแบบสอบถาม
6) ข้อมูลในระดับรายหน่วยงานจะเพียงพอสำหรับการสรุปหรือจัดอันดับการทุจริต ซึ่งเป็นภาพรวมรายหน่วยงานและเป็นภาพลักษณ์ของประเทศหรือไม่ เนื่องจากพิจารณาจากผู้ที่มีประสบการณ์ตรงจริง ร้อยละ 45 หรือราว 184 คน เมื่อเชื่อมโยงกับ 26 หน่วยงาน อาจมีคนตอบเพียงแค่เฉลี่ย 7 คนหรือน้อยกว่านั้น ต่อหน่วยงาน เท่านั้น
7) แบบสอบถามมีคำถามที่ชี้นำในการตอบ เช่น “เป็นที่รู้กัน” หรือวัดความเชื่อ เช่น “เชื่อมั่นเพียงใด” และตั้งสมมติฐานเชิงลบ เช่น “หากไม่จ่ายเงินเพิ่ม ท่านเชื่อว่ากระบวนการจะมีความล่าช้าเกินกำหนดหรือไม่”
ทั้งนี้ จากหนังสือชี้แจงของ กกร. ได้ยอมรับว่าระดับความเชื่อมั่นและค่าความคลาดเคลื่อนของกลุ่มตัวอย่างเป็นการอ้างอิงกรอบการกำหนดตัวอย่างในภาพรวมของการสำรวจ ไม่ควรตีความเป็นการรับรองความแม่นยำในระดับรายหน่วยงานหรือรายประเด็นย่อยด้วยระดับเดียวกันทั้งหมด เป็นต้น ทำให้การที่ กกร. สรุปข้อมูลว่า คพ. เป็นหน่วยงานที่เสนอการรับสินบนต่อครั้งเป็นอันดับ 1 นั้น คพ. จึงเห็นว่าไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ตามหลักการวิจัย ผิดจรรยาบรรณ การทำศึกษาวิจัยหรือไม่อย่างไร
ดร.สุรินทร์ กล่าวย้ำว่า คพ. เห็นด้วยกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยกระบวนการที่ถูกต้องเป็นธรรม แต่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการวิจัยของ กกร. ครั้งนี้ และขอแจ้งเตือนระวังผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ คพ. หรือบุคคลที่แอบอ้างผลตรวจวัดของ คพ. เพื่อเรียกรับผลประโยชน์ หากพบพฤติกรรมน่าสงสัยสามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่ คพ. ทั้งในช่องทางออนไลน์ ติดต่อโดยตรงและทางไปรษณีย์
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ทาง คพ.จะมีการดำเนินคดีทางกฎหมายต่อ กกร.หรือไม่นั้น ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้คิดดำเนินคดีตามกฎหมายกับ กกร. เพราะต้องการส่งหนังสือสอบถามเพิ่มเติมอีกครั้ง และรอดูท่าทีของ กกร. ก่อน โดยย้ำว่า ต้องแสดงความรับผิดชอบ และได้ส่งหนังสือไปแล้ว 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 15 และ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการวิจัย แต่ยังไม่ได้รับคำตอบครบถ้วน พร้อมยืนยันว่า สิ่งที่ต้องการคือ ข้อเท็จจริงและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายชี้แจงได้อย่างเป็นธรรม
นอกจากนี้ ดร.สุรินทร์ ยังยืนยันว่า ไม่มีแนวคิดฟ้องปิดปากผู้ให้ข้อมูล โดยระบุว่า หากได้รับข้อมูลเพิ่มเติมก็จะไม่นำไปฟ้องร้องผู้ให้ข้อมูล เพราะคนที่ให้ข้อมูลไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่สิ่งที่ คพ. ต้องการคือข้อเท็จจริง พร้อมย้ำว่า ความจริงคือสิ่งสำคัญที่สุดกับกรมควบคุมมลพิษตอนนี้ และภายในกรอบเวลา 7 วัน จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามขั้นตอนกฎหมาย เพราะหากยังไม่มีมูลเพียงพอก็ยังไม่สามารถดำเนินการใดได้ พร้อมระบุว่า การออกมาแถลงครั้งนี้ไม่ได้รับคำสั่งจากใคร แต่เป็นความต้องการของเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษที่อยากให้ผู้บริหารออกมาชี้แจง
เมื่อถูกถามว่าได้หารือกับ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือไม่ ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า ไม่ค่อยได้พูดคุยกับรัฐมนตรีโดยตรง แต่ขอบคุณที่ออกมาปกป้อง คพ. รวมถึงขอบคุณปลัดกระทรวงที่ร่วมให้ความเห็น โดยก่อนแถลงข่าวได้โทรศัพท์หารือกับปลัดกระทรวงเมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งเห็นตรงกันว่าสิ่งที่ คพ. ชี้แจงเป็นข้อคิดเห็นเชิงวิชาการที่เหมาะสมเพียงพอ
ส่วนหากพบว่ามีข้าราชการกระทำผิดจริง ดร.สุรินทร์ ย้ำชัดว่า ฟันทุจริต ปลดออกแน่นอน และยืนยันว่าไม่กังวลต่อการขอข้อมูลหรือรับข้อมูลเพิ่มเติมกลับมา แต่สิ่งที่กังวลคือการยังไม่ได้รับข้อมูลที่ต้องการครบถ้วนจาก กกร.












