POLITICS

89 สว. ประณาม ‘เท้ง’ กล่าวหาอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน จี้ขอโทษภายใน 3 วัน 

89 สว. ประณาม ‘เท้ง’ กล่าวหาอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน จี้ขอโทษภายใน 3 วัน ไม่เช่นนั้นจะดำเนินคดีตาม กม. ยืนยันไม่เคยอยู่ภายใต้อาณัติใคร

วันนี้ (25 พ.ค. 69) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 89 คน นำโดย นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. แถลงตอบโต้กรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้ร้าย สว. และองค์กรวุฒิสภา จากการโพสต์ข้อความครบรอบ 12 ปีรัฐประหาร โดยพาดพิงการเมืองไทยอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร และพาดพิงถึงองค์กรวุฒิสภามีลักษณะไม่ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย และอ้างว่าจะใช้อำนาจอย่างช่วยฉ้อฉลบิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนไม่ได้ รวมถึงยังอ้างว่าใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์จะถูกขัดขวางถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ รวมทั้งวุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรมอื่น ๆ

นายพิสิษฐ์กล่าวว่า สว. ขอสร้างความเข้าใจกับสังคมที่ถูกต้องว่าข้อความดังกล่าวของนายณัฐพงษ์ไม่เป็นความจริง และนายณัฐพงษ์ต้องการยุยงปลุกปั่น บ่อนทำลายการทำหน้าที่ของวุฒิสภาด้วยข้อความอันเป็นเท็จ โดยมีความจริงดังนี้ คือการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ไม่ได้เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับ สว. ชุดปัจจุบัน และเหตุการณ์ผ่านไปแล้วถึง 12 ปี บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ โดยได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 จากนั้นมีการเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป 3 ครั้ง

โดยพรรคของนายณัฐพงษ์ ทั้งอนาคตใหม่ ก้าวไกล และประชาชน ก็ได้ยอมรับและส่งตัวแทนผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งตามกติกาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยเฉพาะในปี 2566 พรรคของท่านเองเคยได้รับการเลือกตั้งมีจำนวน สส. เป็นอันดับหนึ่ง ที่สำคัญรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประชาชนได้ลงประชามติให้ความเห็นชอบก่อนประกาศใช้ จึงเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนทั้งประเทศ ไม่มีลักษณะเป็นมรดกของคณะรัฐประหารตามที่นายณัฐพงษ์ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคที่ไม่ประสบความสำเร็จและไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมาพยายามบ่อนทำลายและยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนเข้าใจผิดแต่อย่างใด

สว. ชุดปัจจุบันที่ 23 ที่มาจากการเลือกตั้งกันเองของกลุ่มอาชีพ แม้จะมีบางกลุ่มคณะในกระบวนการเลือก แต่ก็เป็นธรรมดาของการตรวจสอบ ตราบใดที่องค์กรผู้มีอำนาจและศาลยังไม่ได้พิพากษาอย่างเป็นอย่างอื่น ก็ต้องถือว่า สว. ทุกคนผ่านกระบวนการเลือกมาอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ที่ผ่านมา สว. และวุฒิสภาแห่งนี้ปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยอย่างเป็นกลางและอิสระ รวมทั้งความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวมมาโดยตลอด รวมถึงไม่เคยมีการใช้อำนาจฉ้อฉลหรือบิดเบือนแต่อย่างใดตามที่นายณัฐพงษ์กล่าวหา

ในทางตรงกันข้าม นายณัฐพงษ์ก็ได้พยายามให้ร้ายเกี่ยวกับที่มาและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าวอย่างลอย ๆ โดยที่ไม่มีพยานหลักฐานซึ่งไม่เป็นความจริง จึงถือว่านายณัฐพงษ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามการปฏิบัติตามกติกาการเลือกของ สว. และการปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และนายณัฐพงษ์ตัดสินแทนศาลไม่ได้

สว. ชุดนี้มีที่มาตามรัฐธรรมนูญและปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด สว. ทุกคนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย สมาชิกวุฒิสภาทุกคนถูกตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยองค์กรอิสระ มีสมาชิกบางท่านถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งโดยศาล ดังนั้นการกล่าวหาว่าประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนไม่ได้ เป็นการกล่าวเท็จบิดเบือนความจริงว่าเจตนาที่จะให้ร้ายต่อองค์กรวุฒิสภาและ สว. องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

สว. ขอเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์อธิบายให้ชัดเจนว่าภายใต้ระบอบสีน้ำเงินที่กล่าวถึงคือระบอบใด และสีน้ำเงินหมายถึงสถาบันใดหรือใคร ที่ผ่านมาถ้ามีเจตนาที่จะกระทำการเมืองสุจริตต้องทำให้เกิดความชัดเจนทางการเมือง รวมถึงการกล่าวหาสถาบันใด บุคคลใดต้องตรงไปตรงมา อย่าใช้สัมบัดสำนวน โวหาร ที่ต้องไม่มีการตีความแปลความก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ทำให้เกิดความเสียหายแก่ สว. วุฒิสภา องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากนี้การอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกฉบับแล้ว สว. ไม่ได้อยู่ภายใต้อาณัติใครหรือสถาบันการเมืองใด ซึ่งเป็นบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น สว. จึงขอยืนยันว่าวุฒิสภาไม่ได้อยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินและไม่เคยใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลหรือบิดเบือนแต่อย่างใด สว. ไม่สบายใจและเสียใจที่นายณัฐพงษ์ในฐานะหนึ่งในสมาชิกรัฐสภากล่าวหาวุฒิสภา ซึ่งเป็นองค์กรของสมาชิกวุฒิสภาด้วยความเท็จ มีเจตนาให้ร้ายทำลายสถาบันวุฒิสภาอย่างชัดเจน และมีเจตนาให้ร้ายต่อ สว. ในฐานะสมาชิกรัฐสภาด้วยกันอย่างชัดเจน สว. ขอประณามว่าเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายที่สุด และขอเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์แถลงขอโทษต่อวุฒิสภา หากไม่ดำเนินการภายใน 3 วัน สมาชิกวุฒิสภาจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายและอย่างอื่นที่ปกป้องวุฒิสภาจากการกระทำของนายณัฐพงษ์ที่มีเจตนาทำลายวุฒิสภาด้วยการทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือ ศรัทธาต่อองค์กรวุฒิสภา ซึ่งเป็นสถาบันหลักในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

สำหรับการดำเนินการทางกฎหมายจะฟ้องข้อหาใดและหน่วยงานใดนั้น นายพิสิษฐ์ระบุว่าคงไปพิจารณาประเด็นการดำเนินการตามกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นหลัก พร้อมย้ำว่าอยากให้ท่านแสดงเจตนาขอโทษออกมา การพาดพิงแบบไม่มีหลักฐานข้อมูลใด ๆ ย่อมทำให้เกิดความเสื่อมเสียได้ อย่างกฎหมายที่มีทั้งหมิ่นประมาท

ส่วนมีการตีความระบอบสีน้ำเงินอย่างไร นายพิสิษฐ์กล่าวว่าสีน้ำเงิน เรายืนยันมาตลอดว่าคือสีบนธงไตรรงค์ หรือธงชาติ เพราะฉะนั้น สว. มาเพื่อปกป้องและทำภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญที่เรามีหน้าที่ในการดำรงไว้ซึ่งระบอบพระมหากษัตริย์

เมื่อถามว่านอกจากประณามจะมีการหารือถึงการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร นายพิสิษฐ์กล่าวว่าเพิ่งทราบว่ามีพรรคเดียวที่ยื่นเข้าสภามาคือภูมิใจไทย ส่วนร่างพรรคอื่นยังไม่ทราบ เพราะฉะนั้นยังไม่สามารถตอบได้ในวันนี้ว่าจะเป็นอย่างไร

ส่วนกรณีที่นายณัฐพงษ์ระบุการเปิดประตูบานแรกต้องยุติระบอบสีน้ำเงิน นายพิสิษฐ์ย้อนถามนายณัฐพงษ์เช่นเดียวกันว่าท่านมีเจตนาอยากแก้ไขจริงหรือไม่ เพราะเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ระบุชัดเจนว่าจะต้องใช้เสียงของสมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 3 แต่ทุกครั้งท่านโจมตี สว. มาโดยตลอด แล้ว สว. จะคิดอย่างไร ตนเองไม่ทราบ การมาโจมตีเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ ไม่ควรใส่ร้ายป้ายสี สว. เช่นนี้

ส่วนการตั้งข้อสังเกตของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส. พรรคก้าวไกล ระบุสมาชิกวุฒิสภาคนที่มาในวันนี้ เป็นหนึ่งในระบอบสีน้ำเงินตามที่ถูกกล่าวหา นายพิสิษฐ์เผยว่าวันนี้มี สว. 89 คน พร้อมยืนยันว่าไม่อยู่ในเครือข่าย หรือระบอบที่ถูกกล่าวหา ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด ไม่ได้อยู่ใต้อาณัติใครคนใดคนหนึ่ง เป็นอิสระ 100%

เมื่อถามว่าหากการตัดสินใจเรื่องรัฐธรรมนูญเสียงส่วนใหญ่ 89 เสียงวันนี้ หรือ 150 เสียงตัดสินใจแนวทางเดียวกับพรรคภูมิใจไทยจะมีคำอธิบายอย่างไร นายพิสิษฐ์กล่าวว่าการตัดสินใจโหวตไม่มีเงื่อนไขอื่นใดให้โหวตมากกว่าคำว่าเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นคงตอบไม่ได้ว่าการโหวตเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยทั้งกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญใดจะอ้างอิงได้ว่า สว. จะต้องไปขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง อยู่ที่วิจารณญาณและการตัดสินใจประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

เมื่อถามถึงเงื่อนไขเสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยที่กำหนดให้เหลือเสียงสมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 4 ยอมรับได้หรือไม่ นายพิสิษฐ์ยืนยันเหมือนเดิมว่าสมาชิกวุฒิสภาต้อง 1 ใน 3 ส่วนถ้าไม่ปรับเงื่อนไขจะซ้ำรอยถูกตกหรือไม่นั้นเป็นเรื่องอนาคตตอบไม่ได้ เพราะมีหลายมาตรา

ส่วนวุฒิสภาจะตอบสนอง 21 ล้านเสียงที่ลงมติเห็นสมควรให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร นายพิสิษฐ์ระบุว่ายังไม่ทราบจริง ๆ ว่าแต่ละร่างจะแก้อะไรบ้าง กรอบเรายังไม่เห็น ขอให้พิจารณาหลังจากที่ทุกร่างยื่นเข้ามาแล้ว

ส่วนถ้าพรรคประชาชนเสนอเหมือนเดิมพร้อมเห็นชอบเหมือนเดิมหรือไม่ นายพิสิษฐ์มองว่าร่างตกไปแล้ว ถ้ากลับเข้ามาต้องดูกันในวาระหนึ่งก่อน ถามเผื่ออนาคตคงตอบไม่ได้ แต่หากอ้างอิงของเก่าก็ไม่สามารถอ้างอิงได้เช่นเดียวกัน เพราะตกไปแล้ว

เมื่อถามว่าการแถลงของนายณัฐพงษ์มีผลต่อการตัดสินใจหรือไม่ นายพิสิษฐ์ระบุว่าไม่มีประเด็น สว. อยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติเช่นเดียวกับ สส. หากทำอะไรแล้วประชาชนได้ประโยชน์ สว. พร้อมทำทุกประการ ส่วนถ้านายณัฐพงษ์ไม่ขอโทษ ส่งผลต่อการโหวตรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเพราะเรายืนบนพื้นฐานของผลประโยชน์พี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ 21 ล้านเสียง ที่จะมีการทำประชามติอีก 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 ก็เป็นส่วนสำคัญคือต้องได้กรอบรัฐธรรมนูญที่จะให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้มีการแก้ไข ขอให้อยู่ในขั้นตอนวาระต่อไปจะดีกว่า

Related Posts

Send this to a friend