POLITICS

‘พีระพันธุ์’ ยัน กกร. มีอำนาจคุมราคาน้ำมัน ย้ำ ยกคำพิพากษาศาลปกครองเดิมบังคับใช้ในปัจจุบันไม่ได้

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแสดงความเห็นถึงแนวทางการแก้ไขวิกฤตราคาน้ำมันว่า ขณะที่พยายามหาช่องทางเพื่อช่วยบอกรัฐบาลมีอำนาจทำอะไรได้บ้าง แต่ผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งหลายกลับพยายามหาช่องทางบอกว่าทำไม่ได้ ไม่มีอำนาจ

การเป็นหน่วยงานของรัฐ หรือการเป็นรัฐบาล อะไรที่ไม่มีอำนาจก็ทำให้ตัวเองมีอำนาจได้ ไม่มีกฎหมายก็ออกกฎหมาย ทำได้ทันทีโดยออกเป็นพระราชกำหนด ไม่มีระเบียบก็ออกระเบียบ มีระเบียบแต่ไม่เอื้ออำนวยก็แก้ระเบียบ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือผู้มีอำนาจหน้าที่สูงสุดแต่ละตำแหน่งต้องมีความรู้เพียงพอที่จะวินิจฉัยได้เองว่าอะไรใช่อะไรไม่ใช่ ไม่ใช่เชื่อตามโดยไม่วิเคราะห์ต่อ สุดท้ายนายกฯ ต้องออกมาขอโทษรับผิดที่บริหารจัดการน้ำมันสับสน ทำให้นายกฯ และรัฐบาลเสียหายหรือไม่

ผู้มีอำนาจบอกว่ามีอะไรแนะนำก็บอกมาไม่ใช่เอาแต่วิจารณ์ แต่พอเสนอไปก็บอกว่าทำไม่ได้บ้าง ไม่ถูกบ้าง โต้แย้งเสียดสีบ้าง บางเรื่องกว่าจะทำก็ล่าช้า เช่นการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ล่าสุดเคยบอกกระทรวงพาณิชย์มีอำนาจตามกฎหมายที่จะช่วยรัฐบาลกำกับดูแลแก้ไขปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิง แต่กลับหาเหตุผลมาแย้งว่าไม่มีอำนาจ ทำไม่ได้ ซ้ำยังงัดเอาคำพิพากษาศาลปกครองมาใช้ยืนยัน อย่างนี้จะไปรอดได้อย่างไร แทนที่จะยกคำพิพากษาศาลปกครองมาอ้างอิง ควรคิดให้ออกว่ากรณีปัจจุบันกับกรณีตามคำพิพากษาแตกต่างกันอย่างไร เพื่อทำให้มีอำนาจช่วยเหลือประชาชนจะดีกว่าหรือไม่

ทั้งนี้ คำพิพากษาศาลปกครองคดีใดจะมีผลผูกพันเฉพาะคู่กรณีในคดีให้ต้องถือปฏิบัติ เว้นแต่จะต้องด้วยมาตรา 71 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ถึงจะมีผลต่อบุคคลภายนอก ดังนั้น คำพิพากษาศาลปกครองย่อมไม่อาจยึดถือ หรือนำมาใช้บังคับกับคดีหรือกรณีอื่นได้ในทันทีโดยปริยายเสมอไป เพราะอาจมีข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่แตกต่างกัน

นายพีระพันธุ์ ยืนยันว่า กระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ที่จะเสนอให้ ครม. มีมติกำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมได้อย่างเต็มที่โดยไม่ติดขัดมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 และไม่ติดขัดคำพิพากษาศาลปกครอง อีกทั้งมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ที่ให้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้สิ้นผลการใช้บังคับไปแล้ว โดยสภาพที่มีการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ดังนั้น คำพิพากษาศาลปกครองกลางไม่อาจนำมาใช้กับสถานการณ์และข้อเท็จจริงในปัจจุบันได้

การทำคำพิพากษาจะถูกกำหนดตามประเด็นแห่งคดี โดยใช้ข้อเท็จจริงที่มีการรับฟังหรือแสวงหามาในสำนวนแห่งคดีเท่านั้น แต่คำพิพากษาศาลปกครองที่หยิบมาอ้าง คือ คำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 ไม่มีประเด็นต่อสู้กันว่า ณ วันที่ต่อสู้คดีกัน มติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 (ที่ให้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง) ได้สิ้นผลการใช้บังคับแล้วหรือไม่ ทั้งที่มติ ครม. สิ้นผลการใช้บังคับไปแล้ว

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎต่อมาภายหลังจากวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ว่ากระทรวงพาณิชย์ได้เสนอ ครม. ให้มีมติให้น้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 หลายครั้ง โดยครั้งหลังสุดกระทรวงพาณิชย์เสนอ ครม. ให้มีมติให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 จึงต้องถือว่า มติ ครม. เดิมเมื่อวันที่ 21พฤษภาคม 2534 ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันเป็นอันขัดหรือแย้งกับมติ ครม. ในภายหลังในแต่ละครั้งดังกล่าว มติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 จึงเป็นอันถูกยกเลิกโดยปริยายตามหลักเกณฑ์ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

แม้ประเด็นนี้จะไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในคำพิพากษาศาลปกครองกลาง แต่ในความเป็นจริงและตามหลักเกณฑ์ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีต้องถือว่ามติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ถูกยกเลิกไปโดยปริยายแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้จะพยายามอ้างคำพิพากษาดังกล่าว แต่ศาลปกครองก็ยอมรับในคำพิพากษาว่า กกร. มีอำนาจควบคุมสินค้าและกำหนดสินค้าที่ต้องควบคุมได้ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 เพียงแต่ไม่มีหน้าที่กำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นเพียงอำนาจหน้าที่หนึ่งใน 12 ข้อที่เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกร. ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เท่านั้น

ดังนั้น เมื่อศาลปกครองไม่ได้กล่าวถึงอำนาจหน้าที่อื่นของ กกร. ในอีก 11 ข้อที่เหลือ และน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอให้ ครม. พิจารณามีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 กกร. จึงมีอำนาจหน้าที่ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงได้ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542

ทั้งนี้ หากกระทรวงพาณิชย์ตั้งใจแก้ไขปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิง แต่อ้างติดขัดมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 กระทรวงพาณิชย์ก็แก้ไขปัญหาได้ง่ายเพียงเสนอ ครม. ให้ยกเลิกมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534

ส่วนที่ในคำพิพากษาศาลปกครองและคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ถูกหยิบยกมาอ้างระบุว่า กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานอื่นมีอำนาจตามกฎหมายในเรื่องนี้อยู่แล้ว หน่วยงานอื่นที่พอจะถือว่ามีอำนาจตามกฎหมายได้คือ นายกรัฐมนตรี ตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 เท่ากับว่ากระทรวงพาณิชย์กำลังโยนเรื่องดังกล่าวกลับไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่

Related Posts

Send this to a friend