ENERGY

‘ค่าการกลั่น’ ที่รัฐควรช่วยประชาชนช่วงวิกฤตพลังงาน

ในภาวะที่ประชาชนเริ่มกังวลต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวนอย่างต่อเนื่องนับจากเกิดการสู้รบในตะวันออกกลางซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกน้ำมันโลก ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้รับผลกระทบโดยตรงปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ประเทศไทยมีกลไกที่คอยดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศมากนักผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการตรึงราคาเป็นหลัก

แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่อง“ค่าการกลั่น” ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในมุมของธุรกิจโรงกลั่นเอาเปรียบประชาชน รัฐไม่ควบคุมดูแลปล่อยให้ธุรกิจได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ภาครัฐโดยกระทรวงพลังงานพยายามอธิบายถึงความหมายของ “ค่าการกลั่น” ว่า คือส่วนต่างระหว่างต้นทุนน้ำมันดิบที่โรงกลั่นซื้อมาจากตลาดโลก กับมูลค่าของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่กลั่นออกมาได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดีเซล เบนซิน น้ำมันอากาศยาน หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากน้ำมันดิบ ถ้าส่วนต่างมาก ค่าการกลั่นก็สูง ถ้าส่วนต่างน้อย ค่าการกลั่นก็ลดลง

ประเด็นสำคัญคือ ตัวเลขนี้ยังไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่น เพราะยังมีต้นทุนอีกหลายอย่างที่ต้องจ่ายตามมา ทั้งค่าพลังงานในโรงงาน ค่าแรง ค่าซ่อมบำรุง ค่าเสื่อมราคา ดอกเบี้ย และภาษี และไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในกรณีเกิดภาวะไม่ปกติ เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เพราะฉะนั้น เวลามองเห็นตัวเลขค่าการกลั่น ก็ยังไม่อาจบอกได้ว่านั่นคือกำไรที่โรงกลั่นรับไปทั้งหมด

แม้ว่าค่าการกลั่นที่พีคขึ้นมาในช่วงวิกฤตตะวันออกกลางเป็นข้อเท็จจริง แต่ธุรกิจโรงกลั่นไม่ได้มีแต่ช่วงที่ได้ประโยชน์อย่างเดียว จะมีทั้งกำไร-ขาดทุน เหมือนธุรกิจอื่น ถ้าช่วงไหนราคาผลิตภัณฑ์น้ำมัน หรือน้ำมันขายปลีกขยับขึ้น ขณะที่ต้นทุนน้ำมันดิบไม่ได้ขึ้นเร็วมาก ส่วนต่างก็อาจมากขึ้น แต่ถ้าช่วงไหนต้นทุนน้ำมันดิบสูงขึ้นเร็ว หรือความต้องการใช้น้ำมันอ่อนลง ค่าการกลั่นก็อาจลดลงได้เหมือนกัน

หรืออาจกล่าวได้ว่า ค่าการกลั่นมีทั้งช่วงที่ถูก ช่วงที่แพง มีทั้งช่วงที่ส่วนต่างดี และมีช่วงที่โรงกลั่นต้องรับความเสี่ยงจากตลาดโลกด้วยเหมือนกัน ซึ่งเป็นธรรมชาติของธุรกิจพลังงาน ไม่ได้มีแต่ด้านที่เป็นบวกตลอดเวลา

น้ำมันดิบหนึ่งบาร์เรลไม่ได้ถูกกลั่นออกมาเป็นน้ำมันชนิดเดียว แต่ถูกแยกออกเป็นหลายผลิตภัณฑ์ในสัดส่วนต่างกัน เพราะฉะนั้นค่าการกลั่นที่เห็นจึงเป็นภาพรวมเฉลี่ยของผลผลิตทั้งหมด ไม่ใช่ราคาของน้ำมันชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงตัวเดียว

อุตสาหกรรมโรงกลั่นเป็นหนึ่งในภาคเอกชนที่เป็นเสมือนแขนขาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เป็นธุรกิจที่ดำเนินการตามกลไกตลาดเสรีมายาวนาน แต่อย่างไรก็ดี มีมุมให้ชวนคิดต่อว่าในภาวะที่ไม่ปกติเช่นนี้ ภาครัฐแม้จะคุมค่าการกลั่นโดยตรงไม่ได้ แต่รัฐสามารถคุมผลกระทบที่ปลายทางได้ ดังที่เราจะได้เห็นอยู่ในขณะนี้ด้วยการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกลไกตรึงราคาน้ำมันเพื่อทำให้ราคาหน้าปั๊มไม่ผันผวนไปตามตลาดโลก

ซึ่งนอกจากกลไกกองทุนน้ำมันฯ แล้ว ภาครัฐอาจพิจารณากลไกอื่นๆ มาเป็นตัวช่วยได้อีกในอนาคต เช่น การลดภาษีสรรพสามิต ตลอดจนแนวทางในการขอความร่วมมือโรงกลั่น เช่น ขอให้ตรึง Margin ชั่วคราว ให้ชะลอส่งผ่านต้นทุนก่อน ก็เป็นอีกทางเลือกในการวางมาตรการเชิงบริหารที่ไม่ได้ไปบังคับทางกฎหมาย

ในต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป ในช่วงวิกฤตพลังงานมีเครื่องมืออีกตัวคือ การเก็บภาษีกำไรส่วนเกิน(Windfall Profit Tax) หรือที่บ้านเรามักเรียกว่า “ภาษีลาภลอย” มาใช้เป็นแนวทางบริหารจัดการ โดยที่ไม่ได้คุมค่าการกลั่น แต่เก็บกำไรส่วนเกินจากบริษัทพลังงาน ซึ่งสำหรับไทย รัฐบาลได้มีการหารือและศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดเก็บภาษีจากกำไรส่วนเพิ่มของโรงกลั่นน้ำมันตั้งแต่ช่วงที่เกิดวิกฤตการสู้รบรัสเซีย-ยูเครนปี 2565 แต่ยังไม่มีการประกาศใช้จริง โดยกระทรวงพลังงานได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลังแล้ว ในระยะยาวกระทรวงการคลังจะพิจารณาศึกษาแนวทางการกำกับดูแลการจัดเก็บภาษีลาภลอยในลักษณะเดียวกับแนวปฏิบัติของต่างประเทศต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศไทยมีกลไกในการรักษาเสถียรภาพด้านราคาพลังงานเพิ่มขึ้น

Related Posts

Send this to a friend