‘อภิสิทธิ์’ งดออกเสียงโหวตนายกฯ ยกเรื่องจริยธรรม
ชี้ ทั้ง ‘อนุทิน-ณัฐพงษ์’ มีคดีความรอตัดสิน บอกเป็นฝ่ายค้าน ไม่มีรอร่วมรัฐบาล เดินหน้าตรวจสอบจริงไม่มีคอนเทนต์ มองควรเสนอ ‘สีหศักดิ์-วีระยุทธ’ ที่ไม่มีคดีเป็นแคนดิเดตนายกฯ
วันนี้ (19 มี.ค. 69) การประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ภายใต้การทำหน้าที่ประธานการประชุมของนายโสภณ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ และประธานสภาผู้แทนราษฎร เข้าสู่วาระพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรรับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเหตุผลการงดออกเสียงลงมติเลือกนายกฯ โดยอ้างอิงข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรข้อ 16 ซึ่งระบุให้สมาชิกและกรรมาธิการพิจารณาเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งโดยคำนึงถึงความรู้ความสามารถและพฤติกรรมจริยธรรมควบคู่กัน สภาผู้แทนราษฎรจึงต้องพิจารณาคุณสมบัติจริยธรรมตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งนายกฯ ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และปราศจากพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ข้ามการอภิปรายประเด็นความรู้ความสามารถ โดยระบุความเสียดายที่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งไม่มีโอกาสรับฟังวิสัยทัศน์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล แต่กลับรับฟังวิสัยทัศน์ของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน มากพอสมควร รวมถึงรับฟังการพาดพิงถึงนายอนุทินมากกว่าสิ่งที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นำเสนอในสภาผู้แทนราษฎร
เหตุผลสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธให้ความเห็นชอบการเสนอชื่อนายอนุทิน คือประเด็นคดีความ ซึ่งการพิจารณาจริยธรรมไม่ใช่กระบวนการตัดสินเชิงกฎหมายหรือการกล่าวหาว่าจริงหรือเท็จ แต่เป็นการพิจารณาสถานะความเหมาะสมของบุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้รับความเห็นชอบเป็นนายกฯ จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์มุ่งสร้างการเมืองสุจริต ซึ่งสอดคล้องกับพรรคประชาชนที่มองว่าความรับผิดชอบและมาตรฐานการเมืองต้องสูงกว่ามาตรฐานกฎหมาย
ประเด็นหลักที่ไม่สามารถเห็นชอบนายอนุทิน คือคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงที่ทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ หากสมาชิกวุฒิสภาขาดความเป็นกลางและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคการเมือง จะส่งผลให้กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระขาดความเที่ยงธรรมและไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร ปัจจุบันนายอนุทินตกอยู่ในสถานะผู้ถูกกล่าวหาจากสองหน่วยงาน ประกอบด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งอนุกรรมการสอบสวนมีความเห็นว่ากลุ่มผู้ถูกกล่าวหาฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ท่ามกลางความคลางแคลงใจของสังคมกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ แทนการส่งเรื่องให้อนุกรรมการวินิจฉัย 35 คณะตามลำดับปกติ
ความคลางแคลงใจดังกล่าวนำไปสู่การฟ้องร้องคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบฐานกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลเตรียมนัดฟังคำสั่งเดือนหน้า นายอนุทินจึงยังคงสถานะผู้ถูกกล่าวหา แม้ปรากฏข่าวว่าอนุกรรมการชุดที่ 36 จะยกคำร้อง แต่อำนาจชี้ขาดสุดท้ายอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่ ซึ่งผลการตัดสินย่อมกระทบต่อการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเนื่องจากมีบุคคลถูกกล่าวหาจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีกรมสอบสวนคดีพิเศษที่เข้ามาสอบสวนข้อหาอั้งยี่และฟอกเงินร่วมด้วย
นายอภิสิทธิ์ ปฏิเสธการให้ความเห็นชอบบุคคลที่มีคดีค้างอยู่ดำรงตำแหน่งนายกฯ เนื่องจากจะบั่นทอนความศรัทธาของประชาชน รบกวนการบริหารราชการแผ่นดิน และสร้างคำถามถึงความสามารถในการเฟ้นหาบุคคลอื่นที่เหมาะสมกว่า ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ใช้มาตรฐานเดียวกันในการปฏิเสธสนับสนุนนายณัฐพงษ์ เนื่องจากหากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติชี้มูลความผิดและส่งเรื่องเข้าสู่ศาล อาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมยืนยันว่าการงดออกเสียงไม่ใช่การสงวนท่าทีรอร่วมรัฐบาล แต่เป็นการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่มุ่งตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยปราศจากการสร้างกระแส
ช่วงท้าย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แสดงความเสียดายที่สองพรรคการเมืองไม่เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่ไร้ข้อครหา เช่น นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องลงมติงดออกเสียงในที่สุด












