‘ทูตอิหร่าน’ แถลงข่าวประณามการโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล
มุ่งสังหารผู้นำและพลเรือน เป็นการก่อการร้าย เป็นอาชญากรรมสงคราม ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ‘อิหร่าน’ ประกาศสภาวะสงครามเต็มรูปแบบ ในฐานะรัฐที่เป็นเหยื่อจากการรุกราน มีสิทธิป้องกันตนเองจนกว่าสงครามจะยุติลง
วันที่ 4 มี.ค.69 ดร.นัสเชเรดดิน ไสดารี (H.E.Dr.Nassereddin HEIDARI) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านประจำราชอาณาจักรไทย แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนระบุว่า
เหตุการณ์วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ในระหว่างเหตุการณ์การรุกรานระลอกใหม่ที่ไม่มีการยั่วยุและไม่มีความชอบธรรม ซึ่งกระทำต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน เป็นการละเมิดกฎหมายสากล การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดมาตรา 2(4) ของกฎบัตรสหประชาชาติอย่างรุนแรงและชัดเจน
เป้าหมายของการโจมตี โดยสหรัฐอเมริกาและระบอบอิสราเอลได้จงใจมุ่งเป้าโจมตีไปที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของรัฐสมาชิกสหประชาชาติที่มีอธิปไตย ซึ่งก็คือผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน อายะตุลลอฮ์ เซเยด อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Seyed Ali Khamene’i)
อิหร่านถือว่าการกระทำนี้เป็นการก่อการร้ายที่ขี้ขลาด จึงขอประณามทางจริยธรรมและกฎหมาย ถือเป็นการจู่โจมโดยตรงต่อหลักการพื้นฐานที่สุดของกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงข้อห้ามในการใช้กำลัง การเคารพในความเท่าเทียมทางอธิปไตย รวมถึงสิทธิที่จะไม่ถูกละเมิดและความคุ้มกันของประมุขแห่งรัฐ (Inviolability and Immunity of Heads of State) นี่คือการยกระดับสงครามที่อันตรายและไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรทัดฐานพื้นฐานที่สุดของความเป็นรัฐและการดำเนินงานอย่างอารยะในหมู่มวลมนุษยชาติ
เอกอัครราชทูตอิหร่านระบุว่า ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ประมุขแห่งรัฐถือเป็นตัวแทนอธิปไตยของชาติ และต้องได้รับสิทธิในการไม่ถูกละเมิด การให้เกียรติ และความคุ้มกัน ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างอิสระ “การจงใจมุ่งเป้าไปที่ผู้นำสูงสุดของอิหร่านจึงถือเป็นการละเมิดบรรทัดฐานพื้นฐานที่ใช้ปกครองความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอย่างร้ายแรงและไม่เคยมีมาก่อน การกระทำที่ถือเป็นการก่อการร้ายอย่างชัดเจนนี้ ไม่เพียงแต่ละเมิดหลักการกฎหมายระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นมา แต่ยังเป็นการเปิด “กล่องแพนโดรา” (Pandora’s box) ที่เป็นอันตราย ซึ่งจะกัดกร่อนรากฐานความเท่าเทียมทางอธิปไตยและเสถียรภาพของระบบระหว่างประเทศ”
นอกจากจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดแล้ว อายะตุลลอฮ์ เซเยด อาลี คาเมเนอี ยังเป็นผู้นำทางศาสนาที่เป็นที่เคารพอย่างสูงของชาวมุสลิมหลายสิบล้านคนในภูมิภาคและทั่วโลก การกระทำที่ถือเป็นการก่อการร้ายครั้งนี้ส่งผลกระทบที่รุนแรง และผู้กระทำผิดต้องเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว จากเหตุการณ์นี้ไม่ได้ลบล้างสิทธิอันชอบธรรมที่มีมาแต่กำเนิดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านในการปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และประชาชนของตน ตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51 ว่าด้วยสิทธิในการป้องกันตนเอง
นอกจากนี้รายงานการโจมตีเป้าหมายพลเรือนถือเป็นอาชญากรรมสงคราม โดยภาพรวมสถานการณ์นับตั้งแต่เริ่มการรุกรานระลอกใหม่โดยสหรัฐฯ และระบอบอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 การโจมตีทางทหารได้มุ่งเป้าไปที่วัตถุพลเรือน สถานที่ที่ถูกโจมตีมีทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล อุปกรณ์และบุคลากรบรรเทาทุกข์ ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิต (Martyrdom) ของพลเรือนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก รวมถึงผู้หญิงและเด็ก และยังมีผู้บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก อิหร่านระบุว่านี่คือหลักฐานที่ชัดเจนของ “อาชญากรรมสงคราม” และ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” ซึ่งสหประชาชาติต้องเร่งดำเนินการเพื่อยุติเหตุการณ์และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ เป็นการเรียกร้องต่อ UN
สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น ประกอบด้วยโศกนาฏกรรมที่เมืองมีนับ (Minab) ในวันแรกของการรุกราน มีการทำลายโรงเรียนประถมศึกษาในเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่ามีนับในจังหวัดฮอร์โมซกาน ส่งผลให้นักเรียนหญิงผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตถึง 165 คน โดยมีการกู้ร่างขึ้นมาจากซากปรักหักพังหลังใช้ความพยายามบรรเทาทุกข์หลายชั่วโมง การโจมตีเมืองอื่น ๆ ในวันเดียวกันมีการโจมตีที่ส่งผลให้เหล่านักเรียนเสียชีวิตในเมืองอื่น ๆ เช่น ทางตะวันออกของเตหะราน และเมืองเอบแย็ก (Abyek) ในจังหวัดกัซวีน การโจมตีหน่วยงานสากล วันที่ 1 มีนาคม 2026 มีการโจมตีมุ่งเป้าไปที่อาคารของสภาเสี้ยววงเดือนแดง (Red Crescent) และโรงพยาบาลในเตหะราน อาห์วาซ และเมืองอื่น ๆ รวมถึงอาคารที่พักอาศัย วันที่ 2 และ 3 มีนาคม 2026 มีการยิงขีปนาวุธใส่ย่านที่พักอาศัยที่มีประชากรหนาแน่นในจังหวัดเคอร์ดิสถาน (Kurdistan Province) ทางตะวันตกของอิหร่าน
อิหร่านระบุรายชื่ออาชญากรรมสงครามที่ยืดเยื้อของสหรัฐฯ และระบอบอิสราเอลต่อชนชาติอิหร่าน ถือเป็นการละเมิดหลักการกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) ที่จัดตั้งขึ้นมาอย่างร้ายแรง และเป็นการท้าทายต่อหลักสิทธิขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตของพลเรือนที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย “การกระทำเหล่านี้ถือเป็นการละเมิดหลักการกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และเป็นการเพิกเฉยต่อการพิจารณาด้านมนุษยธรรมขั้นพื้นฐานที่สุด โดยเฉพาะการเคารพต่อสิทธิในชีวิตของพลเรือน”
อิหร่านยังระบุถึงเบื้องหลังการเจรจาทางการทูตและกลลวง โดยระบุว่าการเจรจาที่ไม่ได้เกิดจากความจริงใจ ซึ่งการรุกรานทั้งหมดนี้ถูกจัดฉากขึ้นในขณะที่อิหร่านและสหรัฐฯ กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาทางการทูต แต่เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการเจรจาเหล่านี้ (เช่นเดียวกับการเจรจารอบก่อนหน้า) เป็นเพียง “ปฏิบัติการหลอกลวง” (Deceptive operation) โดยมีการตัดสินใจที่จะโจมตีอิหร่านไว้ล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่ช่วงที่นายเนทันยาฮูเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ
“แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะกล่าวอ้างนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” (America first) แต่การรุกรานนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขามุ่งเน้นให้ความสำคัญกับอิสราเอลเป็นอันดับแรก และพร้อมจะสละเลือดเนื้อของทหารอเมริกันเพื่อเป้าหมายที่เลวร้ายของระบอบอิสราเอล ทั้งที่อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสหรัฐฯ เลย”
เอกอัครราชทูตอิหร่านระบุด้วยว่า แม้อิหร่านจะตระหนักถึงเจตนาอันเลวร้ายของสหรัฐฯ จากประสบการณ์ในอดีต แต่อิหร่านก็ยังยอมเข้าสู่การเจรจาเพื่อทำตามหน้าที่ต่อระบบระหว่างประเทศและทุกประเทศทั่วโลก “เพื่อพิสูจน์ความชอบธรรมของชนชาติอิหร่านว่าไม่มีความทะเยอทะยานในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และเพื่อขจัดความกำกวมหรือข้ออ้างที่ไร้ความชอบธรรมที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะใช้ในการรุกรานต่อไป” เป็นการยืนยันถึงการพิสูจน์ความบริสุทธิ์
เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยระบุว่า อิหร่านเข้าร่วมกระบวนการทางการทูตด้วยความสุจริตใจและจริงจัง ทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงคราม เป็นการแสดงความตั้งใจจริงในการป้องกันสงคราม อย่างไรก็ตาม สงครามรุกรานต่ออิหร่านก็ได้เกิดขึ้นแล้ว และการกระทำที่น่ารังเกียจที่สุดคือปฏิบัติการเพื่อลอบสังหารผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ส่งผลให้ในปัจจุบันอิหร่านอยู่ใน “สภาวะสงครามเต็มรูปแบบ” (State of all-out war) และเผชิญกับภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของชาติ ในฐานะรัฐที่เป็นเหยื่อของการรุกราน อิหร่านจึงมีสิทธิทุกประการที่จะป้องกันตนเองด้วยพละกำลัง ความเด็ดเดี่ยว และความมุ่งมั่น จนกว่าสงครามรุกรานนี้จะยุติลง
เอกอัครราชทูตอิหร่านกล่าวย้ำถึงสิทธิโดยชอบธรรมของอิหร่านในการประกาศสภาวะสงครามเต็มรูปแบบในขณะนี้ ทั้งนี้สถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยได้ลดธงครึ่งเสาและภาพอดีตผู้นำสูงสุด คาเมเนอี เพื่อไว้อาลัยด้วย
รายงาน: ฐปณีย์ เอียดศรีไชย
ภาพ: ศุภสัณห์ กันณรงค์












