FEATURE

เสียงจากพื้นที่ “ชาวมอแกน-คนไทยพลัดถิ่น” หวั่นถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หากโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้น

วันนี้ (27 ก.พ.69) รสิตา ซุ่ยยัง ตัวแทนเครือข่ายรักษ์ระนอง และตัวแทนชาวมอแกน ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ The Reporters สะท้อนความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพี่น้องชาวมอแกน หากโครงการแลนด์บริดจ์เดินหน้า โดยระบุว่ากลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือชาวมอแกน ซึ่งใช้ภาษาของตนเองและไม่มีภาษาเขียน ผู้ใหญ่วัยกลางคนบางส่วนไม่ได้เรียนหนังสือ อาชีพหลักคือประมง และพื้นที่วางอวนทำกินก็เป็นจุดเดียวกับพื้นที่ที่มีแผนถมทะเล

เธอกล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานรัฐเข้าไปแจ้งข้อมูลโดยตรงกับพี่น้องชาวมอแกนว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือควรเตรียมตัวอย่างไร มีเพียงเครือข่ายภาคประชาชนที่พยายามนำข้อมูลที่ได้รับมาเล่าต่อให้ชุมชนรับรู้

รสิตาระบุว่า ตั้งแต่มีโครงการ ยังไม่เคยมีการพูดคุยหรือสอบถามชาวมอแกนโดยตรง แม้จะมีหน่วยงานอย่าง สนข.จัดประชุมหลายครั้ง เครือข่ายก็พยายามขอให้เชิญชาวมอแกนเข้าร่วม เพราะเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดในพื้นที่ บางส่วนยังไม่มีบัตรประชาชน และบางคนไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ เธอตั้งคำถามว่าเหตุใดกลุ่มคนดั้งเดิมของเกาะพยามจึงไม่ได้รับความใส่ใจ ทั้งที่ชาวมอแกนเคยเป็นที่มาของคำขวัญจังหวัด “มุกแท้ระนอง” แต่วันนี้กลับไม่มีใครสนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา

ในส่วนของการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/ESIA) รสิตาระบุว่า เอกสารของ สนข.เพียงระบุว่ามีชาวมอแกนอาศัยอยู่ในพื้นที่ แต่ไม่ได้กล่าวถึงปัญหาที่พวกเขาเผชิญอยู่เดิม หรือมาตรการรองรับหากโครงการเกิดขึ้น เธอตั้งข้อกังวลว่า หากมีทั้งโครงการแลนด์บริดจ์และ พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ชาวมอแกนจะไปอยู่ที่ใด เพราะวิถีชีวิตผูกพันกับทะเลมาตลอด ไม่สามารถปรับไปทำงานก่อสร้าง หรือย้ายไปอยู่บนเขาได้

เธอเล่าว่า ผู้ใหญ่ชาวมอแกนหลายคนถึงกับนอนไม่หลับ เพราะกังวลอนาคตของลูกหลาน

“ชาวมอแกนโตมากับหอย ปู ปลา ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้จะอยู่กันอย่างไร”

ข้อมูลในพื้นที่ระบุว่า จังหวัดระนองมีชาวมอแกนอยู่ 3 เกาะ ได้แก่ เกาะเหลา เกาะช้าง และเกาะพยาม รวมประมาณ 150 ครอบครัว หรือราว 600 คน แต่ละเกาะประมาณ 50 ครอบครัว ปัจจุบันมีผู้ได้รับบัตรประชาชนแล้วราว 60-70% ขณะที่บางรายยังต้องรอขั้นตอนพิสูจน์สัญชาติซึ่งใช้เวลานาน การเดินทางไปติดต่ออำเภอก็มีค่าใช้จ่ายและความยากลำบาก ต้องนั่งเรือเข้าฝั่ง ต่อรถ และบางครั้งต้องค้างคืนในศาลาริมถนนโดยไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก

รสิตายังกล่าวถึงพี่น้องคนไทยพลัดถิ่นในพื้นที่ ซึ่งบางส่วนยังไม่มีบัตรประชาชนและอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีแผนพัฒนาเช่นเดียวกัน อาชีพหลักคือประมงชายฝั่ง หากมีการพัฒนาอุตสาหกรรมหรือถมทะเล ก็จะกระทบต่อแหล่งทำกินโดยตรง อีกทั้งข้อจำกัดด้านสถานะบุคคลยังทำให้การเดินทางออกนอกพื้นที่เป็นไปอย่างยากลำบาก

เธอสะท้อนด้วยว่า จังหวัดระนองมีปัญหาเรื่องที่ดิน โดยกว่า 70% อยู่ในเขตป่า ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่มีเอกสารสิทธิ เมื่อมีโครงการขนาดใหญ่จึงไม่มีหลักประกันเรื่องการเวนคืนหรือการชดเชย บางกรณีหากต้องรื้อบ้านเองยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

รสิตาย้ำว่า ทั้งชาวมอแกนและคนไทยพลัดถิ่นเป็นกลุ่มเปราะบางที่ควรได้รับข้อมูล การมีส่วนร่วม และมาตรการรองรับที่ชัดเจน ก่อนที่โครงการขนาดใหญ่จะเดินหน้า เพราะคำถามสำคัญคือ เมื่อวิถีชีวิตที่ผูกพันกับทะเลถูกกระทบแล้ว พวกเขาจะมีที่ยืนอยู่ตรงไหนในอนาคต

รายงาน: ชฎาภรณ์ ภาษีเนตร
ภาพ: ณิชกมล สุขเจริญโชค

Related Posts

Send this to a friend