ครม. ไฟเขียวปรับแผนบริหารหนี้ปี 69 เพิ่มก่อหนี้ใหม่ 5.2 หมื่นล้าน ดันลงทุนรถไฟ-โครงสร้างพื้นฐาน ยันไม่ทะลุกรอบ 70%
วันนี้ (24 ก.พ. 69) เวลา 13.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าว ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อชี้แจงรายละเอียดมติสำคัญให้สื่อมวลชนและประชาชนรับทราบ
น.ส.อัยรินทร์ เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. อนุมัติและรับทราบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะเสนอ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ความจำเป็นด้านการลงทุน และการบริหารความเสี่ยงทางการคลัง โดยปรับเพิ่มแผนการก่อหนี้ใหม่สุทธิ 52,076.12 ล้านบาท ปรับเพิ่มแผนการชำระหนี้สุทธิ 30,469.30 ล้านบาท และปรับลดแผนการบริหารหนี้เดิมสุทธิ 232,484.05 ล้านบาท เพื่อให้โครงสร้างหนี้เหมาะสมยิ่งขึ้น
ที่ประชุม ครม. ยังอนุมัติบรรจุโครงการเพิ่มเติมในการปรับปรุงแผนครั้งนี้จำนวน 18 โครงการ พร้อมอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งมีสัดส่วนความสามารถในการหารายได้เทียบกับภาระหนี้ต่ำกว่า 1 เท่า (อยู่ที่ 0.48 เท่า) สามารถกู้เงินและบริหารหนี้ภายใต้แผนที่ปรับปรุงใหม่ได้ โดยกำชับให้ดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมการฯ อย่างเคร่งครัด พร้อมเร่งรัดหน่วยงานที่ได้รับกรอบวงเงินกู้ให้ดำเนินงานตามแผน
สำหรับรายละเอียดการปรับเพิ่มวงเงินกู้ แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
เงินกู้ในประเทศ: ปรับเพิ่ม 33,222.66 ล้านบาท เพื่อรองรับความก้าวหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ และรถไฟฟ้าชานเมืองของ รฟท. จำนวน 8 โครงการ วงเงินรวม 28,920 ล้านบาท รวมถึงโครงการพัฒนาของการท่าเรือแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์
เงินกู้ต่างประเทศ: ปรับเพิ่ม 18,853.46 ล้านบาท จากการบรรจุโครงการใหม่ ประกอบด้วย โครงการสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนระดับพลังงาน 3 GeV และห้องปฏิบัติการ วงเงิน 12,359.46 ล้านบาท และโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน วงเงิน 6,494 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังปรับเพิ่มแผนการชำระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จำนวน 35,486 ล้านบาท ตลอดจนปรับลดวงเงินการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้รัฐบาลที่ครบกำหนดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 226,972.88 ล้านบาท และปรับเพิ่มวงเงินบางส่วนเพื่อบริหารความเสี่ยงหนี้เงินกู้รัฐบาลที่ครบกำหนดในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2570–2573 เพื่อกระจายภาระหนี้และรองรับการออกพันธบัตรรัฐบาลในอนาคต
น.ส.อัยรินทร์ ระบุเพิ่มเติมว่า ครม. อนุมัติการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อก่อหนี้ใหม่ การกู้มาและนำไปให้กู้ต่อ การกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และการค้ำประกันเงินกู้ให้รัฐวิสาหกิจ พร้อมมอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณารายละเอียด วิธีการ เงื่อนไข และการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยรัฐวิสาหกิจที่สามารถกู้เงินเองได้ให้ดำเนินการตามความเหมาะสมของแต่ละหน่วยงาน
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ คาดการณ์ว่าภายหลังการปรับปรุงแผนดังกล่าว ระดับหนี้สาธารณะคงค้างต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะอยู่ที่ร้อยละ 68.48 ซึ่งยังไม่เกินกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 สะท้อนการบริหารจัดการหนี้ที่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้าบริหารหนี้อย่างรอบคอบ โปร่งใส และมุ่งรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจควบคู่กับการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศในระยะยาว












