’ณัฐพงษ์-วิโรจน์‘ ลงพื้นที่รับฟังเสียงประชาชน หลังเหตุปะทะ ไทย-กัมพูชา
’ณัฐพงษ์-วิโรจน์‘ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประชาชน-รับฟังเสียงประชาชน หลังเหตุปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา จี้ รัฐบาลเร่งเยียวยาอย่างทั่วถึง-แก้ระบบล่าช้า ย้ำ “ทุกคนเดือดร้อนเท่ากัน”
วันนี้ (18 ส.ค. 68) ที่ศาลากลางสายโท 10 ใต้ ต.สายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร นำคณะ สส. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้ได้รับผลกระทบ ภายหลังเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีหน่วยราชการ และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมาร่วมเสนอปัญหาในพื้นที่ โดย นายเอกวัฒน์ พวงประโคน นายอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวรายงานสถานการณ์ที่ผ่านมาว่า ช่วงที่เกิดการปะทะกันมีระเบิดมาตกลงในหมู่บ้าน 226 ลูก แต่พอมาตรวจหลังเหตุการณ์แล้วมี 628 จุด ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ได้มอบหมายให้ร่วมกับผู้นำองค์กรปกครองท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนอพยพ โชคดีที่ได้มีการอพยพตั้งแต่เช้าวันที่ 24 ก.ค. 68 อย่างทันท่วงที
“วันที่ 24 ก.ค. มีเหตุที่ปราสาทตาเมือน ช่วงเวลาตั้งแต่ 08.00 น. มีลูกระเบิดตกข้างหลังท่าน มีการใช้หลุมบังเกอร์หลุมจริง หลบจริงตรงนี้ บริเวณโดยรอบของเช้าวันที่ 24 ก.ค. 68 บ้านกรวดมีทั้งหมด 3,000 คนที่เฝ้าทรัพย์สินโดยใช้ชีวิตอยู่ในบังเกอร์นี้” นายเอกวัฒน์ กล่าว
ด้าน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ มีหน้าที่หนึ่งที่สำคัญคือ การรับฟัง และส่งเสียงสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อประสานงานให้ได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งวันนี้คนที่ลำบากที่สุดไม่ใช่ตนเอง แต่คือประชาชน คนที่เหนื่อยที่สุดไม่ใช่ตนเอง แต่คือเจ้าหน้าที่ที่อยู่หน้างาน โดยวันนี้สถานการณ์เริ่มเข้าสู่อีกเฟสแล้ว จากเดิมตอนแรกเป็นตำบลกระสุนตก 100 กว่าลูก จนต้องมีการอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิง ตนเองในฐานะสส. ก็ประสานงานรับสิ่งของบริจาคทั่วทั้งประเทศที่ไม่ได้อยู่ตามแนวชายแดนมาช่วยสนับสนุนที่ศูนย์พักพิง
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันทางฝั่งรัฐบาลได้มีการอนุมัติเงินฉุกเฉินให้กับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อช่วยเหลือตามศูนย์พักพิง และตอนนี้ประชาชนกลับมาอยู่ที่บ้านแล้ว จำเป็นต้องมีมาตรการในการชดเชยเยียวยา ซึ่งทราบมาว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการอนุมัติมาตรการเยียวยาหลายอย่าง เช่น การลดค่าน้ำ ค่าไฟ เงินทดแทนการสูญเสียรายได้ มาตรการการลดหย่อนภาษี เงินสำหรับการซ่อมบ้าน ซ่อมรถ และเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำมาประกอบอาชีพและซ่อมแซมบ้านเรือน โดยทุกมาตรการเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อุปสรรคปัญหาหน้างาน
นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า วันนี้สิ่งที่ตนเองอยากได้ยินไม่ใช่เรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์ว่า หน่วยงานทำไม่ดีอย่างไรหรือรัฐบาลทำไม่ดีอย่างไร แต่เชื่อว่าทุกคนนั้นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวในการแก้ปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่ โดยสิ่งที่ตนเองอยากฟังคือ ปัญหาหน้างาน หรืออุปสรรค อาทิ ขั้นตอนการขอรับเงินเยียวยาที่จะต้องมีขั้นตอน และแบบฟอร์มที่บางครั้งอาจจะหาไม่ได้จะลดขั้นตอนปรากฏระเบียบอย่างไรให้ได้รับเงินอย่างทันท่วงที และเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น เพื่อจะส่งข้อเสนอต่อรัฐบาลในการปรับปรุงระยะเร่งด่วนต่อไป และจะผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด
ขณะที่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนเองจะไปเสนอความเห็นตามกลไกของสภาฯ เพื่อเร่งรัดขั้นตอนในการเบิกจ่ายงบประมาณเยียวยาที่อาจกำลังล่าช้า มองว่าชาวบ้านยังมีผลกระทบของดอกเบี้ยเงินกู้ ที่ประชาชนต้องชำระ ตนเองทราบดีว่าขณะนี้มีการก่อกวนเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นโดรนพานิชย์ หรือโดรนส่วนบุคคล แต่ตนเองมองว่าประชาชนไม่ควรได้รับความหวาดระแวงจนกลายเป็นความปกติใหม่ที่เกิดขึ้นในชีวิต ซึ่งอาจจะมีการหารือกับกองทัพ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดในการจัดการปัญหาดังกล่าว
นอกจากนี้ นายวิโรจน์ ยังกล่าวถึงการศึกษาสวัสดิการของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และ กองอาสารักษาดินแดน (อส.) ว่า ควรได้รับระหว่างที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบ และสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยจะดำเนินการศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมาย
นายคัมภีร์ หนองน้ำ กำนัน ต.สายตะกู กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ มีเรื่องเงินเยียวยา ยังไม่ชัดเจนว่าจะให้กลุ่มเปราะบางหรือใครบ้าง ตนเองอยากให้มีรั้วการตามแนวเขต เพราะหวังไปรุ่นลูกรุ่นหลานก็จะไม่มีปัญหา เพราะมีเขตชายแดนแล้วกั้นไว้ ตนเองอยากให้ผู้นำฝ่ายค้านนำเสนอเกี่ยวกับกระสุนปืนเขมรยิงมา อยากให้มีอาวุธที่ทำลาย ยิงทำลายอาวุธก่อนที่จะตกพื้นที่ เพราะเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องชายแดน
นางสาวบุปผา มีหนองหว้า กำนัน ต.จันทบเพชร กล่าวว่า ตนเองมาเป็นกำนันใหม่ก็เจอสถานการณ์ความไม่สงบเลย ซึ่งตนเองอยากนำเสนอเรื่องโดรน ตอนนี้ชาวบ้านรู้สึกไม่ปลอดภัย อยากจะให้มีเครื่องแอนตี้โดรน เพราะเราไม่สามารถเห็นได้ตลอด โดรนมีหลายลำ เป็น 20-30 ลำ ในแต่ละคืน รวมถึงอยากจะให้มีการสนับสนุนเครื่องกระสุน เสื้อ อุปกรณ์ และค่าตอบแทนให้กับ ชรบ. ที่ร่วมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาจนถึงวันนี้
ด้าน นายสมชาย ทนัดรัมย์ ผู้ใหญ่บ้านสายตะกู หนึ่งในตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่า บ้านตนเองติดตะเข็บชายแดนทุกครั้งที่มีลูกปืนตก จะตกบริเวณบ้านตนเองทุกครั้ง ต้องเจอเหตุการณ์จริง ทำให้รู้ว่าร้ายแรงขนาดไหน ต้นไม้ขาด นับประสาอะไรกับคนอยู่แล้วเหตุการณ์ค่อนข้างไม่แน่นอน เพราะเขมรพูดอย่างปฏิบัติอย่าง พูดจากันไม่ค่อยรู้เรื่อง ณ เวลานี้ตนเอวเลยคิดว่าไม่แน่ไม่นอน
นายสมชาย กล่าวต่อว่า วันนั้นกระสุนปืนข้ามหัวทั้งคืน ตนเองออกไปไหนมาไหนก็ยากลำบาก ก็สะท้อนปัญหาความต้องการในพื้นที่ตะเข็บชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงอยากจะได้เสื้อเกราะ หมู่บ้านละ 2-3 ตัวพอที่จะออกค่าเวร ดูเหตุการณ์ เพราะเราจะลงพื้นที่ไม่ได้ บางทีบางครั้ง ชรบ. ก็ไปดูวัวควายในคอกอันนี้เรื่องจริง และอยากให้ทางรัฐบาลมีนโยบายปิดชายแดนตลอดแนว ไม่ต้องไปสงสารมัน เพราะมันก็ไม่คุยกันไม่รู้เรื่อง คุยกับเขมรไม่รู้เรื่องเลย พูดอย่างปฏิบัติอย่าง สถานการณ์ก็อย่าเพิ่งไว้วางใจ เพราะดูแล้ว ผมเองก็ว่าไม่แน่ไม่นอนอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ยิงสักครั้งหนึ่งก็ดีเหมือนกันให้มันจบไป มันรำคาญ มันไม่จบ ตนเองจำเป็นต้องอยู่เฝ้าทรัพย์สินของพี่น้องที่ออกไป ตนเองเองก็ค่อนข้างจะเป็นห่วงเพราะเขมรก็เนอะ
ขณะที่ตัวแทนชาวบ้าน 2-3 คนต่อมา เสนอว่าอยากให้ทบทวนมาตรการเยียวยา เราทำมาหากินไม่ได้ ชาวสวนยางระเบิดลง เขาห้ามเข้าไปทำงานกรีดยาง แต่เมื่ออาชีพของเราเป็นการทำมาหากินด้วยการสร้างรายได้จากการกรีดยาง เราก็ทำไม่ได้แล้ว กลางวันกินไม่ได้ กินข้าวไม่อร่อย เสียงฟ้าร้อง เสียงปิดประตูดัง ก็ตกใจ หนึ่งอย่างที่อยากให้ฟังคือสภาพเศรษฐกิจแย่ลงทุกวัน นอกจากนี้ระบบลงทะเบียนเยียวยายังมีความซับซ้อน ต้องเสียเงินเอกสารในการเขียนคำร้องขอรับเงินเยียวยาอีกด้วยมองว่าต้องเสียเงิน เพิ่มขึ้นยิบย่อย ทำไมไม่ให้ทุกคนเท่าเทียมกัน
จากนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การสะท้อนปัญหาในวันนี้ ช่วยให้เรารู้ 3 เรื่อง คือ คน พื้นที่ และสถานการณ์ อย่างน้อยได้มาเจอมารับฟัง พี่น้องประชาชนสะท้อนให้ฟังด้วยน้ำเสียงอัดอั้น ถ้าวันนี้ตนและเพื่อน ๆ ไม่ได้มานั่งฟังด้วยตัวเองก็จะไม่ได้รู้ถึงความรู้สึกจริง ๆ ตนเองเคยลงพื้นที่มาแล้วที่สุรินทร์ ตอนนั้นตนเองก็นอนไม่หลับ พร้อมอธิบายการเขียนคำร้องขอรับเงินเยียวยาว่า แบบฟอร์มนี้เป็นของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ทำให้ได้รับเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ซึ่งตนเองมองว่าการแก้ปัญหาต้องไม่ใช่เป็นแบบการสงเคราะห์ ทุกคนไม่มีใครไม่เดือดร้อน สิ่งนี้ต้องปรับ คนที่มีอำนาจก็คือรัฐบาล คนชายแดนควรได้รับเงินเยียวยาถ้วนหน้า เพราะทุกคนเดือดร้อน ตนเองเชื่อว่ารัฐบาลมีเครื่องไม้เครื่องมืออยู่แล้ว ถ้าออกแบบระบบดี สามารถแก้ไขปัญหาได้ อย่างไรก็ตาม ตนเองจะนำกลับไปสะท้อนเสียงให้รัฐบาลฟัง
นายวิโรจน์ กล่าวเสริมว่า ตนเองติดตามไปทางกระทรวงมหาดไทยแล้ว ตนเองเข้าใจว่าเรื่องความผูกพันในเชิงงบประมาณ แต่อย่างน้อยที่สุดในช่วงที่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งที่มีการประกาศเขตภัยพิบัติ ภัยสงคราม ตัวระเบียบอาจจะต้องทบทวนว่าสามารถจ่ายเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงให้ผู้ปฏิบัติงานได้หรือไม่ ตนเองจะรับเป็นการบ้าน ส่วนเรื่องเสื้อเกราะ ตนเองจะไปติดตามการเบิกจ่าย เท่าที่ตรวจสอบมีการอนุมัติงบประมาณแล้ว ส่วนเรื่องโดรน เดี๋ยวจะเอาไปคุยใน กมธ.การทหาร ซึ่งประเทศเราต้องเตรียมมาตรการในการป้องกันเอาไว้
“โดรนเนี่ย พูดในเขตอีสานใต้ เหมือนทำคุณไสยใส่เรา เหมือนส่งผีมา ถ้าเรามีแอนตี้โดรน เราก็สามารถที่จะเสกคาถาและส่งผีกลับไป ส่งมันกลับบ้าน คุณหิ้วระเบิดมาจากไหน ก็หิ้วกลับไป หมอผีคนไหนส่งมาก็ให้มันกลับไประเบิดในนั้น เดี๋ยวคงต้องหารือกับกองทัพไทยในการรับมือกับโดรน ขอให้อุ่นใจครับ” นายวิโรจน์ กล่าว












