WORLD

ทูตอิสราเอล เผยคนไทยออกจากพื้นที่สีแดงทั้งหมดแล้ว เยียวยาผู้เสียชีวิตชาวไทยเทียบเท่าชาวอิสราเอล

ทูตอิสราเอล เผยคนไทยออกจากพื้นที่สีแดงทั้งหมดแล้ว พร้อมเร่งกระบวนการพิสูจน์-ลำเลียงศพกลับมาตุภูมิ เยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตชาวไทยเทียบเท่าชาวอิสราเอล หวังต้อนรับแรงงานไทยอีกครั้งหลังสิ้นสุดสงคราม ย้ำไม่เจรจากับผู้ก่อการร้าย เป้าหมายคือกำจัดฮามาสออกจากฉนวนกาซา โดยลดผลกระทบต่อพลเรือนให้น้อยที่สุด

วันนี้ (16 ต.ค. 66) นางสาวออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งรัฐอิสราเอล ประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับ The Reporters ถึงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง และความคืบหน้ากระบวนการช่วยเหลือแรงงานไทยจากสถานการณ์ดังกล่าว ณ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย

นางสาวออร์นา บอกเล่าที่มาของความยัดแย้งในมุมของอิสราเอลว่า ตั้งแต่ที่มีการสร้างรัฐในปี 1948 อิสราเอลประสบกับสงคราม การก่อการร้าย การยิงจรวดนำวิถี มานับไม่ถ้วน ซึ่งอิสราเอลทราบดีว่าจะตอบสนองต่อการโจมตีเหล่านี้อย่างไร แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา (7 ต.ค. 66) เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งในอิสราเอลและในโลกใบนี้ด้วย จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมโลกจึงตระหนกตกใจกับภาพที่ออกมาจากนรกขุมนี้ ผู้คนก็เริ่มตระหนักได้ว่าเหตุการณ์นี้แตกต่างออกไป เพราะกลุ่มฮามาสซึ่งไม่ใช่กองกำลังทหารและนักรบ แต่เป็นผู้ก่อการร้ายนั้น จู่โจมดินแดนและอธิปไตยแห่งอิสราเอล ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ น่าเศร้าว่ามีการเข่นฆ่าอย่างไม่เลือกปฏิบัติ จนปัจจุบันมีรายงานผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า 1,400 ราย

สำหรับประเทศอิสราเอล นางสาวออร์นา นำเสนอว่า เราเป็นเพียงประเทศเล็ก ๆ ที่มีประชากรเพียง 10 ล้านคน เมื่อมีคนจำนวนกว่า 1,400 คนถูกสังหารในระยะเวลาเพียงสัปดาห์เดียว สิ่งที่เราเห็นจึงไม่ใช่เพียงการก่อการร้าย มันร้ายแรงกว่านั้นมาก พวกเขาลักพาตัว ข่มขืน สังหาร และหั่นศพผู้หญิงโดยไม่มีเหตุผล เข่มฆ่าผู้คนในวิธีที่เลวร้ายที่สุด มากไปกว่านั้นยังบันทึกภาพเคลื่อนไหวไว้ด้วย

“แล้วคุณก็ได้แต่ถามตัวเองว่า คนแบบไหนกันที่จะทำแบบนี้ได้ลง แม้ผู้ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นพลเรือนอิสราเอล แต่น่าเศร้าที่เรามีชาวต่างชาติอยู่ที่นั่นมากทีเดียว รวมถึงคนไทยด้วย เราจึงยอมรับไม่ได้ โลกจะนิ่งเงียบต่อไปไม่ได้ และวันนี้เราต้องการเสียงของโลกที่ดังขึ้น ประณามฮามาส ประณามการก่อการร้าย และบอกว่า ไม่เอาอีกแล้ว เพราะหลังจากเราสูญเสียชาวยิวไปกว่า 6 ล้านคนในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แล้ว ความโหดร้ายขนาดนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย นี่จึงเป็นวันที่แสนโศกเศร้า ที่บีบบังคับให้ประเทศเราเข้าสู่ภาวะสงคราม”

ส่วนแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในประเทศอิสราเอลกว่า 30,000 คนนั้น นางสาวออร์นา ยืนยันข้อมูลว่า ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม ทำงานในไร่นามาเป็นเวลากว่า 5 ปี แรงงานไทยอยู่อาศัยจนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวชาวอิสราเอล ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น แรงงานไทยจึงอยู่ที่นั่นกับครอบครัวเกษตรกรชาวอิสราเอล ด้วยศรัทธาที่ยึดมั่นร่วมกัน โดยในจำนวน 30,000 คนนั้น มีแรงงานไทยราว 5,000 คน อาศัยในรัศมีพื้นที่ 10 กิโลเมตรจากชายแดนฉนวนกาซา และมีเกือบ 800 คน อาศัยอยู่ในพื้นที่สีแดง คือ รัศมีพื้นที่ 0-4 กิโลเมตรจากชายแดนฉนวนกาซา ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่า แรงงานไทยในพื้นที่สีแดงนี้ได้รับการอพยพไปยังภาคกลางของอิสราเอลเรียบร้อยแล้วไม่กี่วันก่อนหน้านี้

รัฐบาลอิสราเอล ให้ความช่วยเหลือรัฐบาลไทยอย่างเต็มที่ ในกระบวนการอพยพแรงงานไทยออกจากอิสราเอล โดยสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย ได้ติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทางการไทยที่ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือด้วย นางออร์นา ยืนยันว่า ถนนทุกสายที่มุ่งสู่ท่าอากาศยานในกรุงเทลอาวีฟยังคงเปิดใช้งานได้อยู่ตลอด ยกเว้นพื้นที่รัศมี 0-9 กิโลเมตรจากชายแดนฉนวนกาซา ที่ยังมีการเปิด-ปิดอยู่เป็นระยะ หรือเปิดแค่ชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากอิสราเอลต้องการมั่นใจว่าไม่มีผู้ก่อการร้ายหลบซ่อนอยู่อีก แม้จะมีรายงานว่าพบผู้ก่อการร้ายพยายามโจมตีหน่วยทหารอิสราเอลอยู่บ้าง เพราะคาดว่าจะหลบซ่อนตัวอยู่ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว

นางออร์นา กล่าวว่า สิ่งที่เรายืนยันกับรัฐบาลไทยได้ก็คือ อิสราเอล ทั้งสถานเอกอัครราชทูตที่นี่ รวมถึงเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ อย่างทหารอิสราเอล จะช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทย ในการอพยพแรงงานไทยออกจากพื้นที่รัศมี 4-9 กิโลเมตร ไม่ว่าจะอพยพออกจากประเทศอิสราเอล หรือจะโยกย้ายไปทำงานเป็นการชั่วคราวในภาคกลางของอิสราเอล ซึ่งจะต้องผ่านการลงนามในเอกสารความยินยอมเสียก่อน ระหว่างรอลำดับการอพยพด้วยเครื่องบินที่สนับสนุนโดยสถานเอกอัครราชทูตไทย

นางออร์นา เปิดเผยว่า ความจริงเราต้องการให้แรงงานไทย ยังคงอาศัยอยู่ในประเทศอิสราเอล เพราะเรามองแรงงานไทยเป็นส่วนหนึ่งของเรา และเราไม่เลือกปฏิบัติระหว่างเชื้อชาติ เราต้องการให้ทุกคนปลอดภัย อิสราเอลเป็นประเทศขนาดเล็ก แรงงานทำงานใกล้ชิดอยู่กับนายจ้าง ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศนั้นปลอดภัยแล้ว แต่ประชาชนจำนวนมากถูกเรียกตัวเข้าประจำการ รวมถึงผู้หญิงและเกษตรกรด้วย ดังนั้น เราจึงต้องการแรงงานในภาคเกษตรกรรมต่อไป เราจึงคาดหวังให้แรงงานไทยยังคงอยู่ต่อไป แน่นอนเราไม่ขัดขวางไม่ให้ใครเดินทางกลับ อย่างที่รัฐบาลไทยจัดกระบวนการอพยพกลับไว้อย่างเป็นระบบ แต่หากใครตัดสินใจที่จะอยู่ต่อเราก็ยินดีอย่างมาก เพราะนี่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของพวกเรา

“เราหวังว่า อย่างน้อยแรงงานไทยบางส่วน จะกลับมาที่อิสราเอลหลังจากสงครามสิ้นสุดลง อย่างที่ดิฉันได้เรียนไป อิสราเอลปฏิบัติต่อเขาเสมือนครอบครัว ดิฉันคิดว่าความรู้สึกของเราร่วมกัน เรายินดีต้อนรับพวกเขากลับมาที่อิสราเอล และยินดีที่จะให้วีซ่าอีกครั้ง”

สำหรับกระแสข่าวเกี่ยวกับนายจ้างบังคับแรงงานไทยให้ทำงานต่อนั้น นางออร์นา กล่าวว่า ได้ยินมาเหมือนกัน แต่คิดว่าเป็นเพียงส่วนน้อยในส่วนน้อย เนื่องจากได้หารืออย่างต่อเนื่องกับกระทรวงมหาดไทย โดยกรมประชากรและการอพยพ และกระทรวงแรงงาน ของอิสราเอลว่า ได้พบรายงานนี้เป็นส่วนน้อย และคิดว่าแรงงานไทยส่วนใหญ่ยินดีที่ได้รับการปฏิบัติจากนายจ้างอิสราเอล เนื่องจากทางการอิสราเอลเข้าใจว่าผลกระทบครั้งนี้ไม่ใช่แค่อาการบาดเจ็บทางกาย แต่เป็นผลกระทบทางจิตใจที่เราพยายามช่วยเหลือเยียวยาด้วย เราพยายามทำให้เขารู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้เดียวดาย ตลอดจนยังไปเยี่ยมเยียนครอบครัวของพวกเขาในไทยด้วย

ส่วนความคืบหน้ากระบวนการลำเลียงศพผู้เสียชีวิตชาวไทยกลับประเทศนั้น นางออร์นา ยอมรับว่า กระบวนการนี้จะต้องใช้เวลา เพราะแม้แต่ภายในประเทศอิสราเอลเองก็ยังไม่ค่อยมีความคืบหน้า น่าเศร้าว่าการโจมตีอย่างป่าเถื่อนนี้ทิ้งศพไว้จำนวนมาก ในลักษณะที่ยากต่อการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล กระบวนการจึงยังไม่ค่อยมีความคืบหน้า แต่หวังว่าจะมีการลำเลียงกลับได้มากพอสมควร ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ สำหรับครอบครัวในการจัดพิธีศพต่อไป สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย จึงจะพยายามผลักดันกระบวนการดังกล่าวด้วย แต่ขอเรียนให้ทราบว่าต้องใช้เวลามากกว่าปกติ ทั้งชาวอิสราเอลและชาวต่างชาติ และจากรายงานยอดผู้เสียชีวิตจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟแล้วกว่า 25 หรือ 28 รายนั้น ก็คาดหวังว่านี่จะเป็นตัวเลขสูงสุดแล้ว ซึ่งครอบครัวของแรงงานไทยเหล่านั้น จะได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกันกับกรณีของชาวอิสราเอลด้วย

นางออร์นา กล่าวว่า แต่เมื่อมีการก่อการร้ายรุนแรงแบบไม่เลือกต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ จึงไม่สำคัญว่าเขาจะเป็นชาวอิสราเอล ชาวอเมริกัน ชาวไทย หรือสัญชาติใด การก่อการร้ายก็กระทบกับทุกคน นี่เป็นธรรมชาติของการก่อการร้าย ซึ่งครั้งนี้เราเห็นภาพแล้วก็ไม่อยากเชื่อเลยว่าคนเราจะกล้าทำกับคนอื่นถึงเพียงนี้ มันเหมือนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เราเคยอ่านแล้วไม่น่าเกิดขึ้นได้อีก แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทำแล้วและกระทบต่อทุกชนชาติ ไม่มีความชอบธรรมใดที่จะใช้การโจมตีด้วยความรุนแรงเช่นนี้ และส่วนตัวยังเห็นว่า ไม่สำคัญเลยว่าแรงงานไทยจะเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งหรือไม่ เราเห็นแล้วว่าปีศาจพวกนั้นไม่ได้สนใจว่าประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งหรือไม่ เพราะเมื่อเห็นว่าแรงงานไทยซึ่งไม่ใช่ชาวอิสราเอล ผู้ก่อการร้ายก็ยังไม่ปล่อยตัวไป

“เวลามีคนมาบอกดิฉันว่า คนไทยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง … พวกเขาก็ไม่ได้เป็นนะ แต่นี่ไงผลลัพธ์ที่ออกมา นี่คือผลจากการที่เราเผชิญกับผู้ก่อการร้ายที่ไม่มีลิมิต ไม่มีจิตสำนึก ไม่มีศีลธรรมจรรยา ไม่มีอะไรเลย”

นางออร์นา กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ประเด็นปัญหาความขัดแย้งของอิสลาม มุสลิม หรือชาวปาเลสไตน์ เพราะฮามาส เป็นองค์กรก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง ที่ไม่ได้เป็นผู้แทนของชาวปาเลสไตน์ สิ่งที่ฮามาสกำลังทำคืออาชญากรรมสงครามแบบคู่ขนาน ทั้งการพุ่งเป้าพลเรือนชาวอิสราเอล และการใช้ประชาชนในฉนวนกาซาเป็นโล่มนุษย์ จริงอยู่ที่เรามีความขัดแย้งกับชาวปาเลสไตน์ แต่ความขัดแย้ง หรือปัญหาใดๆ สามารถหาทางออกได้ด้วยการเจรจา แต่ไม่ใช่ด้วยการใช้ความรุนแรงเข้าโจมตีโดยองค์การก่อการร้าย มีการยิงจรวดนำวิถีและตั้งศูนย์บัญชาการภายในพื้นที่โรงพยาบาลในฉนวนกาซา ตลอดจนการยิงจากโรงเรียน มัสยิด และพื้นที่สาธารณะ นี่จึงเป็นเหตุให้อิสราเอลประกาศให้พลเรือนในฉนวนกาซาอพยพลงใต้ เพื่อพักพิงในพื้นที่ที่อิสราเอลจัดสรรไว้หรือข้ามพรมแดนที่เราเปิดไว้ให้ในทางใต้ แต่ฮามาสกลับปิดกั้นไม่ให้เกิดการอพยพ เพราะต้องการใช้เกราะกำบังมนุษย์ขัดขวางไม่ให้อิสราเอลวางระเบิดในฉนวนกาซาได้

“นี่จึงไม่ใช่ประเด็นปัญหาของมุสลิม ใช่ว่าเรามีความขัดแย้งกับปาเลสไตน์ แต่เมื่อเรามีความขัดแย้ง เราก็พยายามวิเคราะห์ หาทางออก และเจรจา แต่ไม่ใช่การเริ่มโจมตีอย่างโหดร้าย ด้วยองค์กรก่อการร้ายที่เล็งเป้าไปยังพลเรือนชาวยิวและอิสราเอลผู้บริสุทธิ์ทั่วโลก แม้แต่ชาวมุสลิมในไทยดิฉันก็เชื่อว่าคงไม่สนับสนุนฮามาส ไอซิส การสนับสนุนอิสลามหรือชาวปาเลสไตน์นั้นโอเค แต่มีความแตกต่างที่มากอยู่ระหว่างการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์กับฮามาส เราต้องแยกกันให้ชัด”

หนึ่งในประเด็นที่สังคมให้ความสนใจต่อเนื่องคือ แรงงานไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกัน ซึ่งนางออร์นา ระบุว่า เราไม่อาจทราบได้เลยว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ บาดเจ็บหรือไม่ หรืออยู่ที่ไหน เราเห็นเพียงภาพบางส่วนที่ฮามาสบันทึกออกมา เพราะแม้แต่กาชาดก็ไม่ได้รับอนุญาตเข้าไปในพื้นที่ได้ นี่จึงเป็นสิ่งที่โลกจะต้องประณามอย่างที่สุดต่อฮามาส และอิหร่านซึ่งอยู่เบื้องหลัง

อย่างไรก็ตาม นางออร์นาได้กล่าวย้ำจุดยืนของรัฐบาลอิสราเอลว่า ขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะพูดถึงการเจรจาหยุดยิง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ใช่การพูดถึงสันติภาพด้วย เพราะอิสราเอลถูกบีบด้วยการโจมตีอย่างรุนแรง เพื่อให้เข้าสู่ภาวะสงคราม เมื่อฮามาสต้องการสงคราม ตอนนี้ฮามาสก็ได้เข้าสู่สงครามด้วยแล้ว อิสราเอลมีกองกำลังทางทหารที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อิสราเอลจะชนะสงครามนี้ หากฮามาสไม่เคยเข้าใจมาก่อน ฮามาสก็จะเข้าใจแล้วในขณะนี้ อิสราเอลยืนยันว่าไม่ใช่การทำสงครามเพื่อล้างแค้น อิสราเอลไม่เหมือนกับฮามาสตรงที่เราพยายามจะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ ลูกหลงหรือทำให้พลเรือนได้รับบาดเจ็บ อิสราเอลพยายามจะทำให้มั่นใจว่าพลเรือนต้องออกจากพื้นที่สู้รบทั้งหมด

“เราจะไม่พูดถึงการหยุดยิงตอนนี้ และฮามาสจะได้รับในสิ่งที่ควรจะได้รับ เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ฮามาสควรจะสูญเสียศักยภาพทั้งทางทหารและการเมืองอย่างที่เคยมี ไม่สามารถที่จะปกครองฉนวนกาซาได้อีกต่อไป” เอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย กล่าวถึงเป้าหมายสุดท้ายของอิสราเอลในสงครามนี้

Related Posts

Send this to a friend