นายกฯ นำแถลงผลปราบปราม อาชญากรรมข้ามชาติ – สวมตัว – แปลงสัญชาติ – ทลายบ่อนพนัน
นายกฯ นำแถลงผลปราบปราม “อาชญากรรมข้ามชาติ – สวมตัว – แปลงสัญชาติ – ทลายบ่อนพนัน เร่งปราบปรามต่อเนื่อง ยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ยัน ไม่มีเคลียร์ได้ หากทำผิด ต้องดำเนินการ ขณะกรณีพ่อคนไทย แม่ต่างด้าว จดทะเบียนสมรส ให้ลูกได้สัญชาติไทย ต้องตรวจสอบทั่วประเทศ
วันนี้ (30 เม.ย. 69) เวลา 15:30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำแถลงผลการดำเนินงานปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การทุจริตสวมตัวแปลงสัญชาติ และบ่อนการพนันผิดกฎหมาย โดยมี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรพิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครองพลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามในภาครัฐ (ปปท.) นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปปง.) ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรานการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ร่วมแถลงข่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา นโยบายที่สำคัญประการหนึ่ง คือการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญากรรมในทุกรูปแบบ ทั้งยาเสพติด การฉ้อโกง การก่อการร้าย การหลอกลวงทางไซเบอร์ และการฟอกเงิน โดยให้บูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด และผู้มีอิทธิพล อย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น จนสามารถขยายผลคดีสำคัญได้หลายกรณี หนึ่งในคดีสำคัญคือการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) โดยมีการดำเนินการในรายคดีนายเบน สมิธ – ยิม เลียก กับพวก ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับ การค้ามนุษย์การฉ้อโกงประชาชน รวมทั้งความผิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยการยึดและอายัดทรัพย์สินในกรณีดังกล่าวไว้แล้วรวมมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านบาท และยังมีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม ให้ยึด และอายัดทรัพย์สินอีกหลายพันล้านบาท การจำหน่ายรายการทางทะเบียนเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ กลุ่มกาสิโน และการฟอกเงิน บุคคลสัญชาติกัมพูชา นายก๊ก อัน และนายลียง พัด รวมทั้งล่าสุดมีการขยายผลจากกรณีการจับกุมตัวนายเฉิน ยินไหล บุคคลสัญชาติจีน ซึ่งกระทำความผิดเป็นสแกมเมอร์ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการฟอกเงิน กว่า 70,000 ล้านบาท ตรวจสอบพบพฤติกรรมการจดทะเบียนสมรสและแจ้งเกิดเท็จ เพื่อให้บุตรได้สัญชาติไทย โดยมีผลดำเนินการสำคัญ ดังนี้
1.การปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติ โดยหลังจากการตรวจพบการทุจริตทางทะเบียนของเครือข่ายอาชญากรรม ข้ามชาติดังกล่าว กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้จัดตั้งคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง (National Identity Crime Enforcement) เรียกโดยย่อว่า “DOPA N.I.C.E.” โดยได้มีการณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ที่บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ปปง. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง รวมทั้งการดำเนินคดีและขยายผลเครือข่าย โดยได้ปรากฏผลการจับกุมปราบปรามเครือข่ายการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติไทยที่สำคัญ ดังนี้
(1) ปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” เมื่อวันที่ 18 – 20 พฤศจิกายน 2568 ปราบปรามขบวนการทุจริตให้คนต่างด้าวได้สถานะอยู่อาศัยถาวรในประเทศไทย ในพื้นที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจพบการทุจริตจำนวนอย่างน้อย 16 รายการ โดยจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ จำนวน 14 ราย ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 13 ราย แบ่งเป็นนายอำเภอ 11 ราย ปลัดอำเภอ 2 ราย ลูกจ้างอำเภอ 4 ราย และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 4 ราย รวมทั้งนายหน้าและบุคคลต่างด้าว 3 ราย
(2) ปฏิบัติการ “สลายหมอกเชียงดาว” เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ปราบปรามขบวนการสวมตัวบุคคลที่ไม่มีสิทธิ และการทุจริตเรียกรับผลประโยชน์ในการขอมีสถานะคนต่างด้าว ในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจสอบพบพฤติการณ์ที่ที่ทุจริตอย่างน้อยจำนวน 10 รายการ จับกุมบุคคลจำนวน 6 ราย ได้แก่ ปลัดอำเภอ 2 ราย, ลูกจ้างอำเภอ 1 ราย, เจ้าหน้าที่เทศบาล 2 ราย และนายหน้า 1 ราย
(3) ปฏิบัติการ “ตัดบัตรกรุงเก่า” เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ปราบปรามขบวนการทุจริตจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย ในพื้นพื้นที่ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตรวจพบการย้ายทะเบียนบ้านอันเป็นเท็จอย่างน้อยจำนวน 214 รายการ โดยจับกุมบุคคล จำนวน 6 ราย ได้แก่ ปลัดอำเภอ 1 ราย, ลูกจ้างอำเภอ 1 ราย เจ้าบ้าน 3 ราย และนายหน้า 1 ราย
สำหรับการดำเนินคดีเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ กรณีจ้างคนไทยจดทะเบียนสมรสและแจ้งเกิดบุตรให้ได้สัญชาติไทย สืบเนื่องจากที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ดำเนินการติดตามสืบสวนปราบปรามเครือข่ายทุนสีเทา และกลุ่มสแกมเมอร์ชาวจีน อย่างต่อเนื่อง โดยได้จับกุม นายเฉิน ยินไหล ชายสัญชาติจีนกระทำผิดเป็นสแกมเมอร์ซึ่งใช้ประเทศไทยเป็นฐานฟอกเงินกว่า 70,000 ล้านบาท เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2567 โดยจากการสืบสวนขยายผลพบว่า มีการโอนเงินผ่านบัญชีม้าหลายบัญชี ไปยังบุคคลซึ่งเชื่อว่าเป็นภรรยาชาวจีน และบุตร จำนวน 3 คน ซึ่งทั้ง 3 คน มีสัญชาติไทย โดยเชื่อว่าได้สัญชาติไทยมาโดยมิชอบ จึงได้มีการประสานความร่วมมือไปยังกรมการปกครอง กรมการปกครอง โดยคณะทำงาน DOPA N.I.C.E. ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง จนกระทั่งพบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับรูปแบบการกระทำความผิดที่มีความชับช้อน กล่าวคือ
(1) เครือข่ายดังกล่าวได้ว่าจ้างชายสัญชาติไทยให้ทำการจดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวจีน ซึ่งเป็นภรรยาที่แท้จริงของบุคคลในเครือข่าย
(2) จากนั้นมื่อหญิงชาวจีนซึ่งตั้งครรครภับุตรของชายจึนได้คลอดบุตรแล้ว ก็ดำเนินการแจ้งเกิดบุตรโดยอาศัยข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อให้บุตรได้รับสัญชาติไทยตามบิดาโดยมิชอบ
(3)มีการให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวก โดยองค์กรภาคเอกชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทุจริต
อันเป็นการบิดเบือนหลักเกณฑ์ทางกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ และสร้างสถานะบุคคลที่ไม่ตรงกับความจริง การกระทำในลักษณะดังกล่าว จึงก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจสังคม และความมั่นคงของรัฐ โดยบุคคลที่ได้รับสัญชาติไทย โดยมิชอบย่อมมีสิทธิ และสถานะเสมือนบุคคลสัญชาติไทยโดยสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการถือครองทรัพย์สิน การประกอบกิจการ การเข้าถึงบริการสาธารณะ ตลอดจนเสรีภาพในการเดินทางเข้าออกประเทศ ซึ่งอาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน การถือครองทรัพย์สินแทน (Nominee) หรือการขยายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและเสถียรภาพของประเทศอย่างยิ่ง ซึ่งคณะทำงาน DOPA N.I.C.E. และตำรวจศูนย์ ACSC ได้สืบสวนพบพฤติการณ์ความผิดในลักษณะดังกล่าวแล้ว น่าเชื่อว่าเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญจำนวน อย่างน้อย 5 กรณี เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 จึงได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดปฏิบัติการ “ย้อนเกล็ดมังกร” ดำเนินการจับกุมบุคคลตามหมายจับ จำนวน 6 ราย ได้แก่ บุคคลชาวจีน 2 ราย, ชายไทยที่มารับจ้างจดทะเบียนสมรสและรับรองบุตรอันเป็นเท็จ 3 ราย และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต 3 ราย โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างติดตามและขยายผลการจับกุม ดังนั้น จึงได้ดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิด จำนวน 34 ราย และดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิด จำนวน 19 ราย
2.การปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมาย ได้ดำเนินการตามนโยบายในการสร้างความมั่นคงปลอดภัย โดยการจัดระเบียบสังคมปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมาย โดยมีการปฏิบัติการสำคัญ ได้แก่ ปฏิบัติการ “ROSE GARDEN รุกฆาต เชียนบ้านเอ็ง” เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 พื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา สามารถจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 89 ราย และมีเงิน หมุนเวียนกว่า ๖๐ ล้านบาทต่อเดือน, ปฏิบัติการ “สิ่งที่ปราบปรปักษ์” เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 พื้นที่ที่กรุงเทพมหานครจำนวน 2 แห่ง คือ บ่อนเสรีไทย 27 เขตบึงกุ่ม สามารถจับกุมผู้ต้องหา 40 ราย มีเงินหมุนเวียนหลายสิบล้านต่อเดือน และบ่อนหทัยราษฎร์ เขตคลองสามวา สามารถจับกุมผู้ต้องหา 66 ราย และมีเงินหมุนเวียนหลายสิบล้านต่อเดือน

นอกจากนี้ ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัด 76 ชุด และชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอ 878 ชุด มีผลการดำเนินงาน จับกุมผู้กระทำความผิดจำนวน 5,510 คดี และการออกตรวจตรา ตั้งจุดตรวจจุดสกัด และการหาข่าว รวมทั้งสิ้นจำนวน 339,184 ครั้ง
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพลและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้อย่างจริงจัง และต่อเนื่อง โดยมีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่สำคัญ อาทิ กรมการปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกันในการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี และขยายผล พร้อมย้ำว่า ทุกหน่วยไม่ได้แย่งกันทำ ทุกอย่างเกี่ยวเนื่องกันหมด เราซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน เราพบมีเป้าหมายของการกระทำผิด และมีจุดที่สามารถเชื่อมโยงไป สามารถเห็นได้ว่ามาจากกลุ่มคนคนเดียว ส่วนใหญ่มาจากสแกมเมอรฺ การฟอกเงิน การขนของเถื่อน บ่อนพนัน อยู่ในกลุ่มนี้หมด
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ทีมที่ตนเองได้มอบหมายให้ปฏิบัติการ ในนโยบายรักษาความสงบของชาติ การจัดระเบียบสังคม การปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย เรายึดหลักการ ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ตนเองได้สอบถาม สอบทาน ติดตาม เช็คไปมา ทั้งคนที่เกี่ยวข้อในวงจร และนอกวงจร รวมถึงมีการประเมิน โดยพบว่า ฝ่ายบังคับใช้กฎหมายทั้งหมดมีความสบายใจในแนวทางนี้ จะได้ไม่ต้องกังวลใจ ซึ่งไม่ควรกังวลใจอยู่แล้ว ตนเองแสดงให้เห็นถึงแนวทางนี้หลายครั้ง ไปร่วมงานการจับกุมคนที่ผิดกฎหมายตลอดเวลา ก็จะมีการประสานขอ ทั้งทางตรง และทางอ้อม แต่ทุกคนในทีม เมื่อได้เห็นว่าเรื่องการเคลียร์ไม่ได้ มีความชัดเจน เขาก็ดำเนินการเต็มที่ ทำทุกอย่าจนจบสิ้นกระบวนการ ย้ำว่า ทุกรายได้ถูกดำเนินคดี อยากให้ประชาชนได้มีความมั่นใจว่ารัฐวาลเอาจริงกับการกระทำที่ผิดกฎหมายทุกชนิด
ส่วนเรื่องการจับกุมบ่อน หากมีการให้เช่าที่เปิดบ่อน มั่วสุม ก็ถือว่าผิดกฎหมายด้วย หากไปสนับสนุนคนเหล่านี้ ใบอนุญาติก็จะถูกเพิกถอน และดำเนินคดี เช่น หากทำโรงแรม ก็จะเปิดโรงแรมไม่ได้อีกต่อไป ฝากไปยังผู้ประกอบการให้ถือเป็นอุทาหรณ์ว่าให้ทำถูกกฎหมายเท่านั้น และทั้งหมดนี้ถือเป็นการบูรณาการร่วมกันของทางเจ้าหน้าที่ ย้ำว่า ไม่มีเคลียร์ เราอยู่ได้ ไม่ต้องมีความร่ำรวยจากเงินเหล่านี้ ถือว่าหน้าที่ที่ทำให้ประชาชน มีเกียรติมีค่ามากกว่าเงินพวกนี้
ส่วนจากกรณีการจับกุมล่าสุดที่แม่เป็นต่างด้าวพ่อเป็นคนไทยเพื่อให้ลูกได้สัญชาติไทยจะมีการตรวจสอบในลักษณะนี้ทั่วประเทศหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า แน่นอน เราได้ยืนยันว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ต่อเนื่อง โดยเริ่มมาจากจุดเล็ก ๆ ในภาคเหนือ ขยายผลมาเรื่อย ๆ และมาถึง กทม. แล้ว และยังมีอีกหลายพันกรณี เราพอทราบเครือข่ายกระบวนการเหล่านี้แล้ว โดยเชื่อว่า คงมีการหยุดการกระทำในรูปแบบเดิม คงคิดหาแบบใหม่ แต่คงไม่ง่ายแบบแต่ก่อน
ส่วนจะมีการดำเนินการตัดตอนทั้งการเพิกถอนสัญชาติหรือเนรเทศกับประเทศต้นทางหรือไม่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่าง ถอนสัญชาติ ยึดทรัพย์ หากใช้คนเหล่านี้เป็นนอมินี เป็นม้า หรือทำธุรกรรมใด ๆ ก็ตามถือว่าเป็นโมฆียะ โมฆะ ส่วนที่ติดตามจับกุม ฝ่ายปกครองตำรวจก็ดำนเนินการ ทั้งการตรวจสอบ ฟ้องร้อง ยึดทรัพย์ ดำเนินการทางแพ่ง และอาญา ก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ ซึ่งทุกหน่วยงานก็สนธิกำลัง ไม่มีปัญหาอะไร และคดีทางแพ่ง หากมีการฟ้องร้องกัน ถือว่าไม่มีผลทางกฎหมาย เพราะเกิดจากการใช้เอกสารที่ปลอม และโดนข้อหาหลายกระทงเลย













