‘อรรถกร’ ปัดตอบ ‘กล้าธรรม’ โดนล้างบางปมเด้งอธิบดีกรมฝนหลวง
‘อรรถกร’ ปัดตอบ ‘กล้าธรรม’ โดนล้างบางปมเด้งอธิบดีกรมฝนหลวง ขอดูก่อนผิด ม. 157 หรือไม่ ชี้ ‘ธรรมนัส’ พร้อมสอบข้อเท็จจริง
จากกรณี นายไผ่ ลิกค์ สส. กำแพงเพชร และเลขาธิการพรรคกล้าธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า นายราเชน ศิลปะรายะ อดีตอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เตรียมเข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อพรรคกล้าธรรม กรณีถูกโยกย้าย
ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนายราเชน ทางโทรศัพท์ โดยได้รับการยืนยันว่าจะไม่เดินทางมาที่อาคารรัฐสภา เนื่องจากยังเตรียมเรื่องเอกสารเพื่อขอความเป็นธรรมจากกรณีถูกย้ายยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จึงขอเลื่อนออกไปก่อนโดยไม่มีกำหนด
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส. ฉะเชิงเทรา ในฐานะโฆษกพรรคกล้าธรรม และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (29 เม.ย. 69) ตนเองได้รับการประสานจากนายราเชน จึงได้คุยกับนายไผ่ เพื่อให้เข้ามาพูดคุยในเรื่องของความไม่สบายใจของเจ้าตัว ที่อยากจะเข้ามาพูดคุยกับคนที่เคยรู้จัก ในฐานะพี่ในฐานะน้อง ซึ่งในส่วนของรายละเอียดทราบในระดับหนึ่งแต่ยังไม่ได้ลงลึก จึงต้องขอโทษเนื่องจากนายไผ่ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว เพราะในวันนี้จะมีการพูดคุยกับนายราเชน เนื่องจากประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สังคมสนใจว่าความจริงแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เมื่อสักครู่ได้รับการแจ้งว่าขอเลื่อนออกไปก่อน เพราะมีหลายมิติที่ต้องให้นายราเชน ไปคิดและเตรียมตัวต่อสู้ถึงความรู้สึกที่เจ้าตัวอาจจะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
เมื่อถามว่า นายราเชนได้ให้เหตุผลหรือไม่ว่าเหตุใดจึงอยากมาพูดคุยกับพรรคกล้าธรรม นายอรรถกร กล่าวว่า จากประสบการณ์ส่วนตัวมองว่าการโยกย้ายนอกฤดูกาล ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก และการโยกย้ายเกิดขึ้นรวดเร็วพอสมควรและเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาลก่อนหน้านี้ ในสมัยที่ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีว่าการ ต่อเนื่องมาจนถึง นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รวมถึงช่วงสั้น ๆ ที่ตนได้เป็น ก็ไม่มีการโยกย้ายอธิบดีในลักษณะนี้ เมื่อคิดถึงอายุราชการของนายราเชน ก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย และในฐานะที่ตนได้พบปะและร่วมงานกับนายราเชนก็เห็นว่าผลงานเป็นที่ประจักษ์และจับต้องได้ เช่น เป็นคนที่กล้าที่จะเสนอให้ไปเจาะแผ่นบรรยากาศความร้อนเพื่อให้เกิดช่องบรรยากาศ เพื่อบรรเทาภาวะฝุ่น PM 2.5 ในปี 67 และทำให้จำนวนฝุ่นลดลงอย่างสามารถจับต้องได้ ซึ่งตนก็รู้สึกเสียดายเพราะถือว่าเป็นหนึ่งในมือทำงาน เป็นคนพูดเยอะและทำเยอะของกระทรวงเกษตรฯ แต่ในเชิงบริหารตนก็ไม่สามารถก้าวก่ายได้ว่าการทำงานของบุคคลบุคคลหนึ่งจะดีหรือไม่ดี แต่เท่าที่ดูจากสื่อนายราเชนได้ยื่นใบลาออกจากราชการแล้ว ด้วยเหตุผลว่าไม่สามารถตอบสนองทางการเมืองได้ ตนถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย กับการที่ประเทศไทยจะต้องสูญเสียบุคลากรที่มีความรู้ แต่จากรายงานข่าวบุคคลที่จะเข้ามารับหน้าที่อธิบดีกรมฝนหลวงคนใหม่ก็เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีประสบการณ์โดยเฉพาะในเรื่องของน้ำ ดังนั้นจะดีกว่าหรือไม่ดีกว่าก็เป็นเรื่องของอนาคต
ส่วนการโยกย้ายในครั้งนี้จะเป็นการล้างบางหรือเป็นการแก้แค้นทางการเมืองหรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า ตนเองไม่สามารถไปแก้ข้อสงสัยตรงนี้ได้ เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นนอกพรรคแต่ตนก็ไม่อยากให้เกิดการแก้แค้น เพราะเสียดายบุคลากร หากเป็นการแก้แค้นจริงก็คงไม่เป็นธรรมกับข้าราชการที่ทำงานใต้สังกัดของกระทรวงเกษตรฯ มาทั้งชีวิต จึงหวังเป็นอย่างยิ่งและเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าจะไม่ใช่การแก้แค้น
ในฐานะที่เคยเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ มาก่อน เหตุผลในการสั่งย้ายอธิบดีเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงานนั้น เรื่องความต่อเนื่องอาจจะเป็นมุมที่ผู้บริหารคิด แต่ในกรมอธิบดีไม่ได้เก่งเพียงคนเดียว ดังนั้นความต่อเนื่องอย่างไรก็ต้องมีอยู่แล้ว และทราบดีว่าภารกิจเป็นอย่างไร ดังนั้นส่วนตัวมองว่าเรื่องความต่อเนื่องรอได้ แล้วอีก 5 เดือนค่อยไปแก้ไขปัญหา เพราะจากที่ตนสัมผัสการทำงานตั้งแต่ในยุคของ ร.อ. ธรรมนัส ต่อเนื่องมาจนถึงนางนฤมล ก็ทำงานเหมือนครอบครัว มีปัญหาอะไรแนวทางไม่ตรงกันก็เรียกคุยกันก่อน ปรับจูนให้ตรงกันไม่จำเป็นต้องการเมืองจ๋า แต่ทำเพื่อให้สามารถฝ่าฟันและแก้ไขปัญหา ให้กับกระทรวงเกษตรและกรมต่าง ๆ ผ่านไปได้ นั่นคือสิ่งที่ทำมาแต่อาจจะไม่ตรงกับผู้บริหารชุดปัจจุบัน
เมื่อถามว่า การที่ผู้บริหารและข้าราชการมองต่างมุมจนเกิดปัญหาจะส่งผลต่อกระทรวงอย่างไร นายอรรถกร กล่าวว่า เรื่องนี้มีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบ คนที่ชอบอาจจะตั้งใจทำงาน คนที่ไม่ชอบก็คงสูญเสียกำลังใจ อย่างนายราเชนเป็นข้าราชการอาวุโสของกระทรวงเกษตรฯ และทำงานร่วมกับผู้บริหารของกระทรวง ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่อาจต้องเดินหน้าและระวังหลังบ้าง
นายอรรถกร ระบุว่า ตนเองได้พูดคุยกับ ร.อ. ธรรมนัส ในเรื่องนี้ ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงประเด็นการตรวจสอบได้แต่ขอยืนยันว่าข่าวที่มีการปล่อยว่ามีการไปพูดคุยกันที่ชั้น 4 ของพรรคการเมืองบนถนนรัชดาฯ ซึ่งตอนนี้คงมีแค่พรรคกล้าธรรมพรรคเดียวนั้นไม่เป็นความจริง น่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่จะเป็นชั้น 4 ของพรรคการเมือง บนถนนเส้นอื่นหรือไม่ต้องไปตรวจสอบกัน แม้ตนจะยังไม่ได้คุยอย่างเป็นทางการกับนายราเชน แต่สิ่งหนึ่งที่เขาติดใจคือ เวลาในการนัดคุยเมื่อไหร่ และระหว่างการสนทนามีการบันทึกการสนทนาหรือไม่
แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของหลักฐานถ้านายราเชนต้องการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรี ความเป็นข้าราชการ และในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้านก็จะทำงานคู่ขนานและหากการโยกย้ายครั้งนี้เป็นไปตามครรลองคลองธรรมคงไม่ติดใจอะไร แต่หากการโยกย้ายครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะอคติหรือเพื่อแก้แค้น ก็คงจะใช้กระบวนการของสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากับข้าราชการไม่ใช่แค่ C10 และ C11 แต่ต้องเป็นข้าราชการผู้น้อยด้วย แต่อย่างไรก็ต้องรอการพูดคุยกับนายราเชนก่อน ส่วนเรื่องนี้จะไปถึงความผิดความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ คงต้องดูก่อน












