‘ยศชนัน’ นำทัพ NIA ผนึก 32 ภาคีเครือข่าย ยกระดับนวัตกรรมแพทย์และสุขภาพไทยครบวงจร
‘ยศชนัน’ นำทัพ NIA ผนึก 32 ภาคีเครือข่าย ยกระดับนวัตกรรมแพทย์และสุขภาพไทยครบวงจร ปลดล็อกงานวิจัย นวัตกรรมเฮลธ์เทคใหม่สู่เชิงพาณิชย์ ดันไทยผงาดฮับด้านสุขภาพของภูมิภาค
วันนี้ (29 พ.ค. 69) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการพัฒนาโครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน ระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับ 32 ภาคีเครือข่ายด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส เพื่อเดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์แบบครบวงจร เชื่อมโยงงานวิจัย โรงพยาบาล นักลงทุน และภาคเอกชน พร้อมทั้งกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน” โดยมี นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA คณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด อว. รวมทั้งผู้บริหารและบุคลากรทางการแพทย์ เข้าร่วม ณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าต้องอาศัยกลไกการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งประเทศไทยมีข้อได้เปรียบและศักยภาพสูงในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ เนื่องจากเรามีความแข็งแกร่งด้านบริการทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับระดับสากล มีความหลากหลายทางชีวภาพ และมีทุนทางวัฒนธรรมที่จะดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามาใช้บริการ โดยปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ก้าวไปสู่จุดนั้นได้ คือการตั้งโจทย์วิจัยที่ตอบโจทย์ตลาด การพัฒนานวัตกรรมไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว แต่ต้องอาศัยการรวมกลุ่มและสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่เชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และภาคเอกชน โดยมีผู้ประกอบการเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า การยกระดับอุตสาหกรรมทางการแพทย์ยังต้องการการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเริ่มจากการเข้าถึงแหล่งทุน ทั้งจากภาครัฐ และหน่วยทุนในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและการทดสอบ โดยเฉพาะมาตรฐานห้องปฏิบัติการ การสนับสนุนกระบวนการทดสอบทางคลินิก ไปจนถึงการจดสิทธิบัตร และการปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม นอกจากนี้ ยังต้องผลักดันการสร้างพื้นที่ทดสอบ (Sandbox) และการเปิดโอกาสให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีโอกาสในการนำนวัตกรรมและเครื่องมือแพทย์ของไทยได้มาใช้งานจริงในประเทศ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือก่อนขยายผลสู่ตลาดโลกต่อไป
“ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในวันนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและนักวิจัยไทยได้มีพื้นที่ในการพัฒนา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดธุรกิจร่วมกับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างรากฐานด้านสาธารณสุขที่ยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
ดร.กริชผกา กล่าวว่า NIA ได้ผลักดันกลไกการจัดทำพื้นที่ทดสอบเชิงกำกับดูแล หรือ Regulatory Sandbox ผ่าน ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์ เช่น ย่านโยธี ย่านสวนดอก และย่านกังสดาล ให้เป็นพื้นที่ทดลองใช้งานนวัตกรรมทางคลินิก (Living Lab) ในสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลจริง ซึ่งจะช่วยให้นวัตกรรมได้รับการประเมินมาตรฐานอย่างถูกต้องและสร้างการยอมรับจากบุคลากรทางการแพทย์ผู้ใช้งานจริง การบูรณาการความร่วมมือรครั้งนี้จะช่วยสร้างกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการผลักดันนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานจริงในสถานพยาบาลนำร่อง เพื่อเป้าหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์ ลดความแออัดในระบบสาธารณสุข และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ตามทิศทางนโยบายของรัฐบาลและกระทรวง อว. ที่ต้องการเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่ผู้สร้างสรรค์และส่งออกนวัตกรรม เพื่อยกระดับประเทศสู่การเป็น Medical Innovation Hub ของภูมิภาค รวมทั้งลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขให้กับประเทศไทยในระยะยาว
ทั้งนี้ พิธีลงนามบันทึกความร่วมมือดังกล่าว NIA ได้รับความร่วมมือจาก 32 หน่วยงานภาคีเครือข่าย ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา สถานพยาบาลเอกชน และสมาคมและองค์กรภาคเอกชนประกอบด้วย กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค กรุงเทพมหานคร สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TILSNA สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน) ชีวาศรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย สมาคมไทยผู้ประกอบ ธุรกิจเงินร่วมลงทุน สมาคมเฮลท์เทคไทย และสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย











