POLITICS

‘ณัฐพงษ์’ แนะทำโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ แทนแลนด์บริดจ์

วันนี้ (29 พ.ค. 69) ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม ได้ให้ผู้เสนอญัตติด่วนสรุปเนื้อหาของญัตติที่ขอให้สภาพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ได้อภิปรายสรุปว่า การที่เราถกเถียงกันอยู่ตรงนี้ไม่ใช่การหาคำตอบว่าจะทำหรือไม่ทำโครงการแลนด์บริดจ์ จะทำหรือไม่ทำ SEC แต่ที่สำคัญกว่ายุทธศาสตร์ที่จะพัฒนาภาคใต้อย่างยั่งยืน ควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร พร้อมยกตัวอย่างสิ่งที่ ส.ส. ได้ร่วมกันอภิปราย ที่ตั้งคำถามถึง สนข. ว่า สนข. ได้ลงไปรับฟังปัญหาในพื้นที่อย่างทั่วถึงจริงหรือไม่ ดังนั้นจึงฝากไปยังนายกรัฐมนตรีว่าได้ฟังเพื่อนสมาชิกในพรรคตนเองหรือไม่

นอกจากนี้ ส.ส. ในภาคใต้เกือบทุกคน ยังมีคำถามถึงการทำโครงการนี้ จะมีเหตุผลอะไรปัดตกญัตติถึงการตั้งกรรมาธิการวิสามัญครั้งนี้ นอกเหนือจากการที่รัฐบาลจะปิดหูปิดตาดึงดันเดินหน้าโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยไม่ฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน สาระสำคัญของ ส.ส. แต่ละคนน่าจะสะท้อนออกมาจากโครงการ EEC ว่าจะดูแค่ตัวเลข GDP อย่างเดียวไม่ได้ อย่างตัวเลขของ GDP ในโครงการ EEC เติบโตขึ้นจริงแต่ความมั่นคงในชีวิตของแรงงาน สวัสดิการแรงงานไม่ได้เติบโตตาม GDP สรุปแล้วโครงการขายฝันที่รัฐบาลต้องการ เอาเงินลงทุนจากภาคเอกชนต่างประเทศ มาตั้งโรงงานในประเทศก่อมลพิษในประเทศ มีผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ผลประโยชน์ และดอกผลนั้นตกในมือใคร จึงอยากชวนทุกคนถอยออกมาก่อน อย่าเพิ่งพูดถึงตัวเลขว่าทำโครงการ SEC แล้วคุ้มหรือไม่คุ้ม ให้เริ่มจากฐานคิดว่า 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นเพียงแค่ทางผ่านสินค้าและซัพพลายเชนโลก ตอบโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ในระเบียบโลกใหม่ หรือมองว่า 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นบ้านเกิดของชาวไทยทุกคนที่ใช้ชีวิตประกอบอาชีพ สร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลาน ภาคซึ่งพรรคประชาชนมองว่า 14 จังหวัดภาคใต้ คือบ้านเกิดเมืองนอนของทุกคน ชาวใต้ทุกคนต้องมีโอกาสมีอนาคตที่ดีกว่านี้ หากจะลงทุนถูกจุด และพัฒนายุทธศาสตร์ภาคใต้ที่ถูกต้อง ต้องถอยกลับมาดูปัญหาที่ต้นตอ วันนี้ชาวใต้เกษตรกรและประมง ยิ่งทำยิ่งจนยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ ซึ่งยังขาดสิทธิในที่ดินทำกินของตนเองไม่มีโฉนดเป็นของตัวเอง มีคุณภาพชีวิตยังไม่ดีเพียงพอเมื่อเทียบกับคนในภูมิภาคอื่น ชาวใต้เข้าถึงน้ำประปาต่ำที่สุดในประเทศนี้ ชาวใต้เสียค่าขนส่งในการเดินทางสูงมากกว่าภาคเหนือและอีสาน ทั้ง ๆ ที่รายได้ก็น้อย ภาคการท่องเที่ยวก็ยังมีปัญหาเรื่องการกระจุกตัว และประสบปัญหาภัยพิบัติมากกว่าภาคอื่น ๆ 3-4 เท่า แม้ภาคใต้จะมีความมั่นคงทางอาหาร แต่ 11 จังหวัดมีน้ำหนักเด็กแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ มีปัญหาด้านโภชนาการ

ดังนั้น จึงเห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของภาคใต้นั้นเติบโตช้า ยิ่งพัฒนายิ่งเหลื่อมล้ำกว่าภูมิภาคอื่น ๆ มากขึ้นทุกปี นอกจากนี้ แต่ละจังหวัดในภูมิภาคของตัวเองก็ยังมีความเหลื่อมล้ำ เพราะรายได้จากการท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่แค่ 5 จังหวัด ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตใหญ่ ๆ จากภายนอก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคใต้อย่างรุนแรงเสมอมา นี่คือต้นตอของปัญหาที่เรายังขาดความเข้มแข็งภายใน

นายณัฐพงษ์ สรุปว่า โครงการแลนด์บริดจ์จะเพิ่มความมั่นคงทางที่ดินให้กับเกษตรกร หรือจะทำลายความมั่นคงในที่ดินของเกษตรกร เพราะแค่รัฐบาลประกาศว่าจะมีโครงการนี้ ยังไม่ต้องเวนคืนที่ดิน นายหน้าก็กว้านซื้อที่ดินรอเก็งกำไรหมดแล้ว ในขณะที่ภาคใต้พัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่กระจุกตัวอยู่แค่ 5 จังหวัด ซึ่งรัฐบาลควรจะวางแผนเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หรือเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กระจายไปยังจังหวัดเมืองรอง แลนด์บริดจ์ทำให้เกิดภาพนี้หรือไม่ หรือกำลังทำลายป่าชายเลน ทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติซึ่งเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่สำคัญ แลนด์บริดจ์ทำให้เกิดการกระจายตัวไปยังชุมชนหรือกระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มทุน นี่คือคำถามที่อยากให้ทุกคนคิด

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเองเสนอโครงการที่ดีกว่า SEC คือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ หรือ SBRC เอาสิ่งที่ภาคใต้มีดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ มาเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจ การยกระดับเกษตรกรทุกคน เพิ่มความมั่นคงในที่ดิน ทำเกษตรเพิ่มมูลค่าเป็นเกษตรยั่งยืนตอบโจทย์ตลาดในอนาคต และพัฒนาในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและนิเวศ แต่ต้องลงทุนในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยการทำน้ำประปาดื่มได้ การทำพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน ภาคใต้มีศักยภาพในเรื่องนี้เพื่อที่จะสร้างรายได้และอาชีพใหม่ งานที่มีคุณภาพเกิดจากการลงทุนที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังต้องมีบริการขนส่งสาธารณะที่ตรงเวลา การศึกษาที่มีคุณภาพให้กับลูกหลาน และอาหารที่มากกว่าหนึ่งมื้อ งานต่าง ๆ ที่มีคุณค่ารวมถึงระบบการรักษา รพ.สต. หรืออนามัยต่าง ๆ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ชาวใต้รอการลงทุนจากรัฐบาล มาเรื่องนี้เรายังไม่ได้ศึกษาเชิงวิชาการอย่างถูกต้องแต่สรุปตัวเลขออกมาคร่าว ๆ ไม่ต้องลงทุนถึง 1 ล้านล้าน 5 แสนล้านบาทภายในหกปี ถ้าทำกรอบทุกอย่างที่เราเสนอไม่ต้องใช้กฎหมายพิเศษไม่ต้องทำลายสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ GDP ไม่ต่ำกว่า 4 แน่นอนและจะเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรผ่านการแปรรูป ไม่ต่ำกว่า 30% ช่วยลดภาระหนี้สินของเกษตรกร ไม่ต่ำกว่า 30% แน่นอน ซึ่งตัวเลขแตกต่างเหล่านี้เชื่อว่าต้องการศึกษาอีกมาก และจำเป็นจะต้องตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาแนวทางการพัฒนาภาคใต้ที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ในอนาคต

“ตอนนี้เรามีสองตัวเลือก ระหว่างการมองประชาชนชาวใต้เป็นเพียงแค่ผู้ได้รับผลกระทบ หรือเรามองว่าพี่น้องชาวใต้ทุกคนคือเจ้าของพื้นที่ภาคใต้ เป็นเจ้าของการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ร่วมกัน ผมจึงสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเรื่องนี้” นายณัฐพงษ์ กล่าว

Related Posts

Send this to a friend