POLITICS

‘สีหศักดิ์’ กางแผนรับมือวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ

รุกหาแหล่งน้ำมันสำรองใหม่ประสาน 4 ประเทศ พร้อมเร่งตามหา 3 ลูกเรือ ‘มยุรีนารี’

วันนี้ (28 มี.ค. 69) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในงาน Meet the Press หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ถึงแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศหากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดยย้ำความสำคัญของการยึดมั่นในกติการะหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ พร้อมระบุว่ารัฐบาลให้ความสำคัญเร่งด่วนกับความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่กว่า 1 แสนคน โดยเฉพาะในอิสราเอล 65,000 คน ซึ่งมีการตั้งวอร์รูมประสานงานอย่างใกล้ชิด

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการให้สถานทูตทุกแห่งดูแลความปลอดภัยของคนไทยและอำนวยความสะดวกในการอพยพ โดยเฉพาะในอิหร่านที่มีคนไทยประมาณ 300 คน รัฐบาลส่งหน่วยพิเศษเสริมการทำงานเพื่อพาคนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับข้ามชายแดนไปยังตุรกี แม้เส้นทางจะมีความเสี่ยงแต่สามารถนำกลับมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว 1,500 คน นอกจากนี้ยังได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ทั้งจอร์แดน โอมาน ยูเออี บาร์เรน และซาอุดีอาระเบีย เพื่อย้ำถึงความห่วงใยและยืนยันว่าไทยพร้อมอยู่เคียงข้างในยามวิกฤต

สำหรับการจัดหาพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าปัจจุบันไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอ แต่เพื่อความไม่ประมาทได้ใช้ช่องทางทางการทูตประสานหาแหล่งน้ำมันสำรองเพิ่มเติมจากบราซิล ไนจีเรีย อาเซอร์ไบจาน และคาซัคสถาน โดยกระทรวงพลังงานและ ปตท. จะหารือรายละเอียดในระดับปฏิบัติการต่อไป

นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงความปลอดภัยในการขนส่งทางทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการนำเข้าน้ำมัน ก๊าซ และปุ๋ย โดยเฉพาะกรณีเรือมยุรีนารีถูกโจมตี ล่าสุดสามารถช่วยเหลือลูกเรือกลับมาได้แล้ว 20 คน แต่ยังคงเร่งติดตามชะตากรรมของลูกเรืออีก 3 คนที่ยังสูญหาย ซึ่งอิหร่านแจ้งว่าเข้าถึงตัวเรือแล้วแต่ยังไม่สามารถยืนยันสถานะของลูกเรือกลุ่มดังกล่าวได้ ทั้งนี้ ไทยได้แจ้งต่ออิหร่านว่าไทยไม่ใช่คู่กรณีความขัดแย้ง และขอใช้สิทธิ์เดินเรือโดยปลอดภัยตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งอิหร่านยินยอมให้เรือสินค้าไทยผ่านทางได้หากมีการแจ้งประสานงานล่วงหน้า

นอกจากนี้ ไทยยังเป็นผู้เสนอให้จัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ เพื่อตอกย้ำให้ทุกฝ่ายเคารพกติกาและยุติสงครามโดยเร็ว พร้อมผลักดันความร่วมมือระยะยาวในอาเซียนด้านความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือหากเกิดสถานการณ์วิกฤตในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

Related Posts

Send this to a friend