POLITICS

8 พรรคการเมืองขึ้นเวทีดีเบต “วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน” โย้ำความสำคัญ ยกการผลักดันกฎหมายชาติพันธุ์-ที่ดินทำกิน

วันนี้ (28 ม.ค. 69) ในงานดีเบตและแถลงนโยบาย “เลือกตั้ง 69: วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน (Human Rights Agenda)” โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองจากพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลวัต พรรคไทยสร้างไทย และพรรคเศรษฐกิจ ดำเนินรายการโดย น.ส. ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว The Reporters

ในช่วงแรกเป็นการนำเสนอการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนที่ผ่านมาของแต่ละพรรค โดยเริ่มที่ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี จากพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงการทำงานว่า พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว โดยตอนนี้มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นหัวหน้าพรรค เราเน้นเรื่องพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมที่จะต้องชนกับทุนผูกขาดมาโดยตลอด เมื่อเข้าไปเราสามารถทำให้ลดลงได้ถึง 16% และไม่มีรัฐมนตรีคนไหนสามารถทำลายสถิตินี้ได้ พรรคนี้ถือเป็นพรรคที่ชนกับทุนใหญ่

ในด้านการทำงานส่วนตัว ในเรื่องคดี ม.112 ตนเป็นผู้ที่นำเสนอเรื่องนี้ไปให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ตั้งคณะกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรก เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่ไม่พิมพ์ฎีกา ซึ่งจะมีแนวทางอยู่ว่าอันไหนรอดหรือไม่รอด ตนจึงอยากให้มีการกลั่นกรองมากกว่า ซึ่งในหลายคดีก็หลุดในชั้นศาลไม่ฟ้อง เพราะตนเชื่อว่าทุกคนมีสิทธิ์เท่ากัน

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ก็ได้ทำกองทุนยุติธรรม ในสมัยที่เป็นรัฐมนตรีช่วยคนไปแล้ว 60,000 ราย ทั้งเรื่องค่าทนายความและการเดินทาง และตนก็เคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย ในตอนที่มีกฎหมายช่วยเหลือคนไทยพลัดถิ่นและลงไปทำด้วยตัวเอง ซึ่งตนก็ภูมิใจเสนอที่เขาได้มีสิทธิ์ มีที่อยู่ที่ดีขึ้น มีบัตรประชาชน และภูมิใจเสมอในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เราได้ทำ

นายธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเรามองว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องพื้นฐานของหลักนิติรัฐนิติธรรม รัฐบาลจะบริหารอย่างชอบธรรมก็ต้องอาศัยความไว้วางใจจากประชาชน ถ้ารัฐไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าโครงสร้างภาครัฐจะแข็งแกร่งขนาดไหนก็ไม่สามารถสร้างรัฐที่เข้มแข็งและเป็นปึกแผ่นได้ ซึ่งพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการทำให้สิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่จับต้องได้เสมอกับทุกคน และที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ในมิติด้านบริหาร เราได้จัดหาสิทธิพื้นฐานให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกคน คนนอกพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน เราได้จัดหาส่งมอบเอกสารสิทธิ์ต่าง ๆ ให้กับประชาชนทั่วประเทศ ให้พวกเขาได้มีโอกาสทำมาหากินได้

อีกทั้งยังมีการส่งมอบบัตรประชาชนให้กลุ่มชาติพันธุ์ เพราะหากไม่มีบัตรประชาชนพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงการให้บริการของภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องสาธารณสุข และที่ผ่านมาเราได้ยกระดับการรักษา 30 บาทรักษาทุกที่ เพื่อให้การบริการของภาครัฐโดยเฉพาะเรื่องสาธารณสุขเข้าถึงได้สำหรับทุกคน

ในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติ พรรคเพื่อไทยได้ผลักดันนโยบายหลัก 2 เรื่อง คือ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่รักกันสามารถสมรสกันได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นผลและจับต้องได้ อีกเรื่องคือการผลักดัน พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ เพื่อรักษาวัฒนธรรมและสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ และสิ่งที่ที่พูดมาทั้งหมดใส่คน ใส่เงิน ก็สู้ใส่ใจไม่ได้ ซึ่งพรรคเพื่อไทยเราใส่ใจในการทำงานและเพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิมนุษยชนทุกคนสามารถจับต้องได้

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ก่อตั้งมา 79 ปี เราก็มีความรับรู้ในเรื่องพรรคที่หลากหลายมาก สิ่งที่เรายืนยันคือพรรคประชาธิปัตย์เป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย คือเน้นเสรีภาพบุคคล จำกัดอำนาจรัฐ และประชาธิปไตยที่ยึดหลักนิติธรรมคุ้มครองสิทธิพลเมือง ฉะนั้นเวลาที่เราเป็นรัฐบาล หากพูดสั้นที่สุดตั้งแต่ยุคที่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งที่เราเน้นมาโดยตลอดคือการดูแลสิทธิของประชาชนในด้านต่าง ๆ และเราไม่เคยปิดประตูทำเนียบเวลามีชาวบ้านมาเรียกร้อง เปิดประตูต้อนรับให้พวกเขาได้เสนอข้อเสนอ รัฐบาลก็มีหน้าที่รับไปสู่การปฏิบัติ จนกลายมาเป็นเรื่องของโฉนดที่ดิน โฉนดชุมชน และธนาคารที่ดิน

รวมทั้งในปี 2553 รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ได้มีมติคณะรัฐมนตรีที่สำคัญคือ การคุ้มครองและฟื้นฟูวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะชาวเล ยังมีเรื่องของกฎหมายการให้สัญชาติ และการดูแลสิทธิของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการใหญ่ ๆ ของรัฐ รวมถึงความขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องสัมปทานในจังหวัดต่าง ๆ โดยรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์จะเข้าดูแลและยืนอยู่ข้างประชาชนที่ได้รับผลกระทบทุกครั้ง

รศ. ดร. มุนินทร์ พงศาปาน ตัวแทนจากพรรคประชาชน กล่าวว่า ในบทบาทของพรรคประชาชนทั้งหมดที่เป็นฝ่ายค้าน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการเสนอแก้กฎหมาย ซึ่งมีทั้งเรื่องที่สำเร็จและไม่สำเร็จ โดยเรื่องที่ผลักดันจนสำเร็จคือ กฎหมายสมรสเท่าเทียม ขยายเวลาในการลาคลอด กฎหมายห้ามทำโทษทารุณกรรมเด็ก กฎหมายชาติพันธุ์ กฎหมายในการยกเลิกคำสั่ง คสช. โดยกฎหมายทั้งหมดพรรคประชาชนไม่ได้เคลมว่าเป็นความสำเร็จของประชาชน แต่คือความสำเร็จร่วมกันของรัฐสภา เพราะหากไม่ได้รับความร่วมแรงร่วมใจกันของ สส. คงจะสำเร็จไม่ได้

ส่วนเรื่องที่ไม่สำเร็จคือการแก้ไข ม.112 ซึ่งทราบดีว่านำมาสู่การยุบพรรคก้าวไกลในที่สุด การนิรโทษกรรม และร่างกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิ์ในการประกันตัว ร่างแก้ไขกฎหมายชุมนุมในที่สาธารณะ ร่างกฎหมายอากาศสะอาด

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ตัวแทนพรรคประชาชาติ ระบุว่า แก่นของคำว่า “ชาติ” คือประชาชน พรรคจึงให้ความสำคัญกับหลักสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรม พร้อมย้ำถึงผลงานด้านกฎหมายในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

“สิทธิมนุษยชนถูกพูดถึงทั้งประเทศ แต่ไม่เคยถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างเป็นรูปธรรม”

ด้าน นายกัณวีร์ สืบแสง ตัวแทนพรรคพลวัต กล่าวว่า การทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในฐานะนักการเมืองเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับปัญหาข้ามพรมแดน สิ่งแวดล้อม และสันติภาพในภูมิภาค

“แค่พูดเรื่องการละเมิดสิทธิข้ามชาติ ไม่ว่าจากกัมพูชา ลาว หรือเมียนมา ก็ถูกโจมตีตลอด ลองคิดดูว่าภาคประชาชนจะยากแค่ไหน”

พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร ตัวแทนพรรคไทยสร้างไทย มองว่าสิทธิมนุษยชนไม่ใช่อุดมการณ์ลอย ๆ แต่เป็นเงื่อนไขของความมั่นคง สันติภาพ และความเชื่อมั่นของสังคม พร้อมเสนอกรอบการทำงาน 5 มิติ ตั้งแต่สิทธิเสรีภาพ แรงงาน กลุ่มเปราะบาง ไปจนถึงกระบวนการยุติธรรม

“ปัญหาคือการใช้กฎหมายและกลไกความมั่นคงที่ยังไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน” พล.ท. ภราดร กล่าว

ขณะที่ นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ตัวแทนพรรคเศรษฐกิจ หยิบยกกรณีชาวบ้านหนองจานที่กลายเป็นคนพลัดถิ่นในประเทศตนเองมากว่า 40 ปี แม้มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย

“พื้นที่นี้เป็นของไทย 100% แต่ชาวบ้านกลับไม่สามารถกลับไปอยู่ในบ้านและที่ดินทำกินของตัวเองได้” นายพริษฐ์ กล่าว

Related Posts

Send this to a friend