‘บุ๋ม ปนัดดา’ แฉโดนน้องสาวคนสนิทหักหลัง ไว้ใจมานานเกือบ 10 ปี ลั่นเรื่องผัวยังไม่เจ็บเท่านี้
‘บุ๋ม ปนัดดา’ แฉโดนน้องสาวคนสนิทหักหลัง ไว้ใจมานานเกือบ 10 ปี ก่อนรู้เข้าออกบ้านลับหลัง แฉถูกอัดคลิปเสียงขู่ปล่อยหากพูดถึง ลั่นเรื่องผัวยังไม่เจ็บเท่านี้ ขอหย่าจบด้วยดี ไม่คิดฟ้องชู้
วันนี้ (27 ต.ค. 69) น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ พร้อมทนายความส่วนตัว ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงปัญหาครอบครัวพร้อมประกาศขอหย่ากับนายอธิป อนันทวรรณ หรือ ‘ก็อต’ สามี โดยยอมรับว่าแยกกันอยู่มาตั้งแต่ปี 2567 เนื่องจากปัญหาความสัมพันธ์และบุคคลใกล้ชิดที่ทำให้เสียใจ พร้อมเปิดใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สามีเคยพูดถึงบุคคลอื่นในลักษณะที่ทำให้รู้สึกสะอึก เช่น กรณีที่มีช่างแต่งหน้าและทำผมมาที่บ้าน แล้วสามีเดินมาพูดว่าที่มาอยู่กับบุ๋มได้เพราะค่าตั๋วเครื่องบินถูกกว่าอีกคนหนึ่ง ซึ่งอีกคนอยู่ที่อเมริกา โดยบุ๋มกล่าวว่า “แต่เราก็ติดคำเดียวพ่อของเด็ก เราจดทะเบียนสมรสกับเขา”
ส่วนกรณีรถปริศนาที่จอดอยู่ในลานจอดรถใกล้คาร์แคร์ บุ๋มกล่าวว่า “ไม่ปริศนาหรอกมั้ง ก็ให้เขาเปิดกันเอง เรายังไม่เคยไปเลยคาร์แคร์นั้น แต่รถน้องเขาไปจอดตรงนั้น ต้องไปถามน้องเขาเอง อันนี้คนเดียวกันกับที่ไปสนามซ้อมวิ่ง” พร้อมยอมรับว่าบุคคลดังกล่าวเป็นคนที่ตนเองไว้ใจมาก โดยความเจ็บปวดจากเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องสามี แต่ยังรวมถึงบุคคลใกล้ชิดที่สนิทสนมกันมานานเกือบ 10 ปี จนคนในโซเชียลมีเดียคิดว่าเป็นลูกบุญธรรมอีกคน
บุ๋มกล่าวว่าตนเองไม่คิดว่าจะถูกกระทำเช่นนี้ โดยบุคคลดังกล่าวไม่ได้ติดต่อมานับตั้งแต่วันที่จับได้ว่าเข้ามาที่บ้านโดยไม่บอกกล่าวและเพิ่งทราบจากพี่เลี้ยงว่าอีกฝ่ายเข้าออกบ้านมานานแล้ว ก่อนจะมารู้เรื่องเมื่อเกิดเหตุโป๊ะแตก พร้อมระบุว่า “เราไว้ใจเขามาก ถึงขนาดเข้านอกออกในได้สบาย”
บุ๋มกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 กันยายนว่าเพิ่งทราบว่าบุคคลดังกล่าววิ่งเทรลและลงแข่งขันตั้งแต่วันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมาขณะที่รถที่อีกฝ่ายใช้ก็เป็นสามีที่ดูแลให้ โดยวันดังกล่าวตนเองได้ส่งข้อความทางไลน์ไปถามว่าเหตุใดจึงทำเช่นนี้หลังเห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ในเหตุการณ์ที่ตนเองทะเลาะกับสามีและถูกด่าเป็นเวลานาน พร้อมเปิดเผยว่าอีกฝ่ายนั่งอัดคลิปและอัดเสียง ก่อนจะบอกเพื่อนว่าจะปล่อยคลิปเสียงหากบุ๋มพูดถึงเขา
บุ๋มกล่าวทั้งน้ำตาว่า “หนูปล่อยเลยลูก วันนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว ถ้าหนูจะทำลายแม่ขนาดนี้ หนูทำเลย แม่ไม่เหลืออะไรแล้ว ความไว้ใจที่แม่ให้กับผู้ชายแม่ยังไม่เจ็บเท่าหนูเลย แม่โคตรรักหนูเลย หนูทำอย่างนี้กับแม่ได้ยังไง”
บุ๋มเล่าว่าวันนั้นตนเองต้องไปงานศพของทีมงาน จึงพยายามทำกิจกรรมให้เสร็จก่อนเวลา 15.00 น. แต่กลับถึงบ้านหลัง 21.00 น. โดยลูกสาวคนเล็กของสามีบอกว่าบุคคลดังกล่าวเพิ่งกลับออกไป ซึ่งบุ๋มยืนยันว่าอีกฝ่ายมาที่บ้านจริง แม้จะบอกว่าไม่ทราบว่าบุ๋มต้องไปงานศพก็ตาม วันรุ่งขึ้นซึ่งมีงานของทหาร บุ๋มพยายามเดินเข้าไปหา แต่ฝ่ายนั้นกลับเดินหนีตลอดและไม่พูดคุยกันอีกนับจากนั้น
นอกจากนี้บุ๋มยังเปิดเผยว่าเคยมีวันที่สามีโทรศัพท์มาต่อว่าตนเองนานถึง 1 ชั่วโมงเต็ม โดยตำหนิเรื่องการบริหารงานมูลนิธิ และพูดในทำนองว่าหากไม่มีเขามูลนิธิจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ รวมถึงชีวิตของบุ๋มที่ดีขึ้นก็เป็นเพราะเขาเข้ามาในชีวิต ซึ่งบุ๋มระบุว่า “เอาที่สบายใจเลย”
เมื่อถามว่าจะดำเนินการฟ้องชู้หรือไม่ บุ๋มยืนยันว่าไม่ต้องการฟ้องร้อง ขอเพียงหย่าและต่างคนต่างไปโดยกล่าวว่า “ในเมื่อคุณก็ได้ดี บุ๋มไม่ต้องการอะไรแล้วในชีวิตบุ๋ม ขอแค่อยู่กับลูก หย่ากันดี ๆ ต่างคนต่างไป จบสวย ๆ อย่ามานั่งแฉอะไรเลย”
ส่วนการทำงานร่วมกับบุคคลใกล้ชิดหลังจากนี้บุ๋มยืนยันว่าจะยังทำงานได้ตามปกติ เพราะหากทำงานร่วมกันไม่ได้ก็คงไม่เดินเข้าไปหาอีกฝ่าย พร้อมระบุว่า “บุ๋มแมนพอที่จะทำงานร่วมกัน งานคืองาน ไม่มีอะไรที่จะมานั่งทำให้งานต้องเสีย บุ๋มรักงานบุ๋มมาก”
บุ๋มยังกล่าวถึงคลิปเสียงว่าจำเหตุการณ์ในวันดังกล่าวได้ เพราะเป็นเรื่องผิดปกติที่สามีโทรศัพท์มาหา ทั้งที่แทบไม่เคยโทรหาโดยเชื่อว่าอีกฝ่ายตั้งใจบันทึกเสียง และเห็นว่าการอัดคลิปเสียงดังกล่าวผิดกฎหมายพร้อมระบุว่าอีกฝ่ายพยายามทำให้สังคมเห็นว่าตนเองมีชู้ โดยสังเกตจากการโพสต์ของสามี อย่างไรก็ตามบุ๋มยืนยันว่าตนเองเปิดเผยเรื่องความสัมพันธ์ต่อสื่อมาโดยตลอด พร้อมกล่าวว่า “บุ๋มว่าสื่อทุกคนอยู่กับบุ๋มมานานเกือบ 30 ปี คนไหนผัว คนไหนแฟน คนไหนเลิก บุ๋มชัดเจนค่ะ”
เมื่อถามถึงสาเหตุที่สามีพยายามกล่าวหาว่าตนเองมีชู้ บุ๋มมองว่าอาจเป็นเพราะตนเองเป็นคนมีชื่อเสียงและเป็นประธานมูลนิธิ หากนำเรื่องนี้มาเล่นงานก็อาจทำให้เสียชื่อเสียงได้พร้อมยอมรับว่ามีคนเข้ามาจีบบ้าง แต่หากมีความสัมพันธ์กับใครก็จะประกาศด้วยตนเอง โดยกล่าวว่า “ยัยนี่ขี้โชว์ ดังนั้นทุกคนไปดูในวิกิพีเดียได้ว่าผัวมีกี่คน ไม่ต้องมาแฉ”
ส่วนกรณีหลักฐานอื่น ๆ นอกเหนือจากการโทรศัพท์และการบันทึกเสียง บุ๋มระบุว่าไม่ทราบเช่นกัน แต่ทราบว่าสามีพยายามแอบถ่ายหน้าจอโดยยังไม่ทราบว่าทำไปเพื่ออะไร














