‘วิโรจน์’ ติง ‘ชัชชาติ’ ต้องกล้าเป็นปากเป็นเสียงเพื่อคน กทม.
ปมงบเยียวยาน้ำท่วม หลังถูกบีบสมทบเงิน 210 ล้าน หวั่นบริหารเงินกระเบียดกระเสียร แบกความเสี่ยงอีก 11 เดือน
วันนี้ (27 ต.ค.69) นายวิโรจน์ ลัขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า อ.ชัชชาติ ต้องกล้าเป็นปากเป็นเสียงให้กับชาว กทม. มากกว่านี้ ต้องกล้าปฏิเสธข้อเสนอที่ไม่เป็นธรรมกับคน กทม. ปกติผมแทบจะไม่เคยติติง อ.ชัชชาติ เลย และสนับสนุนอาจารย์อยู่ตลอด เพราะเชื่อว่าอาจารย์มีเจตนาที่ดีในการบริหาร กทม. และยังคงเชื่อมั่นอยู่ในทุกวันนี้ไม่เปลี่ยนแปลง
แต่เรื่องที่ ปภ. ขอให้ กทม. สมทบเงินค่าเยียวยา 210 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่งบกลางฉุกเฉินที่ กทม. มีอยู่ทั้งปี 400 ล้านบาท ใช้ไปกับค่าอาหารและถุงยังชีพแล้ว 162 ล้านบาท เหลืออยู่ 238 ล้านบาท ถ้าเอาเงินส่วนนี้ไปจ่ายเยียวยาสมทบกับรัฐบาล 210 ล้านบาท งบกลางฉุกเฉินก็จะเหลืออยู่เพียง 28 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้จะต้องใช้บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินให้กับชาว กทม. จนถึง 30 ก.ย. 70 อีก 11 เดือน มันจะไปพอได้ยังไงล่ะครับ
นั่นหมายความว่า ในอีก 11 เดือนนับจากนี้ ชาว กทม. ต้องอยู่ภายใต้ความเสี่ยงและความกระเบียดกระเสียร ซึ่งตัวเลข 28 ล้านบาทนี้ แค่คำนวณบวกลบธรรมดาก็ทราบได้โดยไม่ยากอยู่แล้ว และความเสี่ยงที่งบกลางฉุกเฉินจะเหลืออยู่เพียง 28 ล้านบาท โดยที่ต้องแบกความเสี่ยงต่อไปอีกนานถึง 11 เดือน อ.ชัชชาติ ก็น่าจะคาดการณ์ได้อยู่แล้ว ถ้าไม่มีแรงกดดันใด ๆ อ.ชัชชาติ ไม่มีทางยอมหรอกครับ และถ้ามันสมทบได้โดยไม่มีปัญหาอะไร อ.ชัชชาติ ก็คงไม่มาตัดพ้อในภายหลังหรอกครับ
เงินสะสมที่มีอยู่ 21,000 ล้านบาท ถ้าเอาเฉพาะเงินสะสมที่ปลอดภาระผูกพัน ผมเข้าใจว่ามีอยู่ไม่ถึง 5,000 ล้านบาท และที่พอจะขอให้สภา กทม. จัดสรรมาช่วยอาจารย์ในการจ่ายค่าซ่อมแซมบ้าน ค่าชดเชยอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ก็น่าจะจัดสรรได้ไม่เกิน 1,420 ล้านบาท ซึ่งผมเชื่อว่าโดยหลักการ ส.ก. ของพรรคประชาชนเข้าใจถึงเหตุผลความจำเป็น และพร้อมที่จะ Support อาจารย์อยู่แล้ว แต่ถ้าเงินจำนวนนี้ เมื่อเอาไปจ่ายค่าซ่อมแซมบ้านให้กับชาว กทม. 1,139 ล้านบาท ก็จะทำให้เงินสะสมก้อนนี้เหลืออยู่เพียง 281 ล้านบาท จะเอาเงินสะสมมาใช้เพิ่มอีกก็ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะจำเป็นต้องสำรองเอาไว้ตามกฎหมาย สำรองเอาไว้สำหรับสัญญาโครงการที่ผูกพันเอาไว้ หรือไม่ก็ต้องสำรองเอาไว้ในกรณีที่จัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามเป้า ซึ่งงบประมาณที่เหลืออยู่เท่านี้ มันตึงมือมากนะครับ อาจารย์ก็รู้ดี
เรื่องนี้ผมต้องตำหนิรัฐบาลอยู่แล้ว ซึ่งผมเชื่อว่ารัฐบาลน่าจะมีการสื่อสารบางอย่างที่เป็นการสร้างแรงบีบคั้นอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อบีบให้ กทม. จำต้องจ่ายสมทบเงินเยียวยา แต่ถ้ามองอีกแง่มุมหนึ่ง ก็ต้องติติง อ.ชัชชาติ อยู่เหมือนกัน คือ
“ถ้าอาจารย์รู้อยู่แล้วว่า การจ่ายเงินสมทบจะก่อให้เกิดความเสี่ยงกับคน กทม. อาจารย์จะไปยอมจ่ายสมทบทำไมครับ”
อาจารย์ต้องกล้าปฏิเสธข้อเสนอที่ไม่เป็นธรรมกับคน กทม. สิครับ อาจารย์ต้องกล้าเป็นปากเป็นเสียงให้กับคน กทม. มากกว่านี้ ผมรู้ดีว่าอาจารย์เป็นคนใจดี เวลาที่ใครจะมาเอาเปรียบอาจารย์ อาจารย์ยอมได้เสมอ แต่นี่รัฐบาลไม่ได้จะมาเอาเปรียบอาจารย์นะครับ แต่เขากำลังมาเอาเปรียบคน กทม. ซึ่งในฐานะผู้ว่าฯ กทม. ที่ชาว กทม. เลือกมา อาจารย์จะยอมไม่ได้ครับ
อาจารย์ต้องกล้าขัดขืนต่อความอยุติธรรม ซึ่งผมเชื่อว่าชาว กทม. ทุกคนพร้อมที่จะยืนเคียงข้างอาจารย์ เพื่อต่อสู้กับอำนาจอยุติธรรมอยู่แล้ว ผมจึงจำเป็นต้องฝากประเด็นนี้ให้อาจารย์ได้ทบทวน ด้วยความปรารถนาดีจริง ๆ และถ้าผมสามารถเป็นปากเป็นเสียงช่วยอาจารย์ได้ ก็อย่าได้เกรงใจ ผมยังคงเชื่อมั่นในตัวอาจารย์ และพร้อม Support อาจารย์เสมอครับ














