POLITICS

‘เต้ มงคลกิตติ์’ ชนหมัด ‘ทนายอั๋น’ จี้ นายกฯ ลาออก ชี้ขาดจริยธรรม 7 ข้อ หลังบริหารน้ำมันผิดพลาด

‘เต้ มงคลกิตติ์’ ชนหมัด ‘ทนายอั๋น’ จี้ นายกฯ ลาออก ชี้ขาดจริยธรรม 7 ข้อ หลังบริหารน้ำมันผิดพลาด ลั่น อยากจับหน้านายกฯ ตึง – หนา – เหนียว มากเพียงใด เพราะไม่มีสามัญสำนึก พร้อมประกาศปลุกระดมคนไทยที่เดือดร้อนยื่นหนังสือไล่ ‘อนุทิน’ ออกทั่วประเทศ เหน็บ “มีอนุทินเป็นนายก ฆวยไม่ไหวแล้ว”

วันนี้ (27 มี.ค. 69) เวลา 11.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ได้เดินทางมายื่นหนังสือ ขอให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองและพิจารณาลาออกเนื่องจากขาดคุณสมบัติและมาตรฐานทางจริยธรรม ตามมาตรา 160 (4) (5) ที่กำหนดว่า รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ประพฤติผิดมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยมองว่าการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและการทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขตอนโควิดระบาด จนมาถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในปัจจุบัน เห็นว่าพฤติกรรมของนายอนุทินนั้นมีความสุ่มเสี่ยง ผิดจริยธรรม ตนและคนไทยจำนวนมากไม่มีความเชื่อมั่นต่อนายอนุทินอีกต่อไป เพราะการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมาขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญทั้งหมด 7 ข้อ

1.เรื่องคุณสมบัติทางด้านจริยธรรม ที่มีการแต่งตั้งบุคคล ที่มีคุณสมบัติไม่เพียบพร้อมมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการใช้สนามบิน รวมถึงถนนหลวงที่ ต. ขนงพระ อ. ปากช่อง จ. นครราชสีมา เพื่อประโยชน์ธุรกิจส่วนตัวของครอบครัว

2.เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 และ 186 ห้ามให้รัฐมนตรีมีสัญญากับรัฐ แต่การจัดการแข่งขันกีฬา MotoGP ที่สนามช้างอารีน่า จ. บุรีรัมย์ ซึ่งใช้งบประมาณผูกพัน 4 ปี เกือบ 4,000 ล้านบาท ซึ่งผิดตรงที่ว่า นายอนุทิน อยู่ทางด้านเดียวกับคนที่รับเงินเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน และการจัดการบริหารน้ำมันที่เอาผู้บริหารจาก ปตท. มานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทำให้มีผลได้เสียขัดต่อรัฐธรรมนูญ

3.นายอนุทินขาดหลักนิติธรรม และการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญมีการใช้อำนาจรัฐในกรณีที่ดินเขากระโดง ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความเคร่งครัดและความเป็นธรรมในการใช้อำนาจรัฐ

4.นายอนุทินควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก เพราะขาดความเป็นกลางของระบบราชการและการบริหารราชการแผ่นดินตามมาตรา 76 ที่มีการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ย้ายข้าราชการมาเป็น กปน. จนทำให้การเลือกตั้งสกปรกที่สุด

5.การเลือกตั้งที่ผ่านมานายอนุทิน ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว. ซึ่งได้มาซึ่ง สว. ไม่ถูกกฎหมาย จึงอยากถามว่า ยังมีหน้าจะอยู่อีกหรือไม่

6.พฤติกรรมของนายอนุทินขัดต่อหลักการสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐจากสถานการณ์น้ำมันของประชาชนที่ตอนนี้ไม่มีความชัดเจน เกี่ยวกับน้ำมันสำรองและการปรับราคาอย่างฉับพลัน

7.ประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดินนับตั้งแต่สาธารณสุขในช่วงโควิด บริหารพลังงานกรณีน้ำมันการจัดการเลือกตั้ง ทั้งหมดนี้เป็นพฤติกรรมทำให้ประชาชนไม่มีความมั่นใจต่อนายอนุทินจึงขอให้แสดงความรับผิดชอบในการลาออก

นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า ทั้งหมดทั้ง 7 ข้อ ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ประชาชนไม่มีความมั่นใจต่อนายอนุทิน จึงขอให้แสดงออกด้วยการลาออก เพื่อให้การตรวจสอบที่มีอยู่ในขณะนี้มีความเป็นธรรม และให้หน่วยงานตรวจสอบนั้นเกิดความสบายใจ จึงขอให้แสดงสปิริตในการลาออก ซึ่งตัวอย่างในการจัดการน้ำมัน มีการตั้ง CEO บริษัทน้ำมัน และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว. คมนาคม เป็น ผอ. ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมตั้งคำถามว่าทำได้อย่างไร เพราะสองคนนี้ มีส่วนได้เสียกับค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 6 บาท ต่อลิตร โดยไม่ต้องไปหาไอ้โม่งที่ไหน และตั้งคำถามว่าราคาน้ำมันเทียบกับประเทศญี่ปุ่นและประเทศเกาหลีใต้ ที่มีการรายงานสถานการณ์น้ำมันสำรองอย่างต่อเนื่อง

นายภัทรพงศ์ ขอย้อนถามไปยังบริษัทผู้ค้าน้ำมันว่ากล้าเปิดเผยตัวเลขน้ำมันสำรองที่มีอยู่หรือไม่ ว่าก่อนขึ้นราคา 6 บาทมีเท่าไหร่ ที่เล่ามานี้เพื่อให้นายอนุทินลาออกไปหรือไสหัวไป

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า วันนี้ที่มากับนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อดีต สส. พรรคไทยศรีวิไลย์ เราสองคน ไม่เคยออกมาไล่นายอนุทิน แต่วันนี้กลุ่มเดิมที่เคยไล่นายอนุทินวันนี้ไม่มาเพราะมัวแต่กินกล้วย และได้หินจากเขากระโดง ตนไม่ว่า แต่วันนี้มาทำหน้าที่ไม่ใช่มารับใช้ใครวันนี้เกิดพันธะผูกพันและภาระให้กับคนไทยทุกคนจึงต้องมาทวงสิทธิ์ของคนไทยตามรัฐธรรมนูญ

นายมงคลกิตติ์ กล่าวเสริมว่า ตนไม่ได้เลือกนายอนุทินเป็นนายกฯ แต่คะแนนที่ได้ไป คนที่เป็น สส. ไปเลือกนายอนุทินไม่เกี่ยวกับตน เพราะตนลาออกแล้ว แต่อยากจะบอกว่าประชาชนที่มาลงคะแนนให้นายอนุทิน 33 ล้านคน เท่าที่ตนคำนวณ มีอยู่ 25 ล้านคนที่รับเงิน มีทั้งรับแล้วเลือก และรับแต่ไม่เลือก ซึ่งจำนวนมีตั้งแต่ 500-2,000 บาท ตนขอบอกประชาชนกลุ่มนี้ว่า เลือกคนนี้มาเป็นนายกแล้วให้ช่วยรับผิดชอบด้วย เพราะเงินที่คุณได้ต้องร่วมกันรับผิดชอบ 500 บาท กับน้ำมันที่เพิ่มขึ้นราคา 8 บาทต่อลิตร เติมเต็มถังรอบแรกก็เกินไปอยู่ที่ 600 บาทแล้ว เพราะฉะนั้นได้ทุนคืนหมดแล้ว แต่อย่าลืมว่าเวลาน้ำมันมันขึ้นมันจะขึ้นยาว ดังนั้นเงินซื้อเสียงเล็กน้อยมากที่ซื้อเสียงประมาณ 50,000 ล้านบาท กับการเพิ่มราคาน้ำมันอย่างรวดเร็วเป็นการไถคืนอย่างรวดเร็ว ซึ่งเชื่อว่านี่เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับคนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งแล้วรับเงินและกาคนให้เงินพวกท่านต้องคิด

ซึ่งตนไม่ได้เลือกนายอนุทินแต่ต้องไล่นายอนุทินเพราะเป็นความรับผิดชอบ เพราะเป็นความเดือดร้อนที่ตนก็เดือดร้อนเช่นเดียวกันรวมถึงญาติพี่น้องด้วย และปัญหาน้ำมันดีเซลที่มาไม่เต็มที่อาจจะมีแค่เฉพาะ จ. บุรีรัมย์ ที่สามารถเติมเต็มถังได้

“ผมไม่รู้จะพูดอย่างไรกับคุณดี ผมอยากจับหน้าคุณอนุทินมากว่าหน้าคุณตึงมากไหม หนามากไหม หรือหน้าเหนียว จนไม่มีสามัญสำนึก ไม่มียางอาย ไม่มีความรับผิดชอบชั่วดี ไม่มีหิริโอตัปปะ ไม่ละอายเกรงกลัวต่อบาป ที่ทำกับประชาชนคนไทย 65 ล้านคน และอยากเรียนไปยัง สส. ในสภา ที่ยังหนุนนายอนุทิน ขอให้ประชาชนจำหน้าเอาไว้ ว่าพวกนี้ไม่ได้รักประชาชนรักแค่ตัวเองมากกว่าประชาชน สส. สว. และ ครม. ที่อยู่ฝ่ายรัฐบาลไม่สมควรรับเงินแม้แต่บาทเดียว เพราะบริหารงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานมาก ถ้าอีก 7-15 วัน ยังบริหารงานแบบนี้ต้องถูกไล่ออก” นายมงคลกิตติ์ กล่าว

นายมงคลกิตติ์ กล่าวเสริมว่า เมื่อน้ำมันขึ้นราคาสินค้าขึ้นราคาประชาชนจะเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า รวมถึงตนถึงไปยื่นหนังสือต่อผู้บัญชาการทหารบกให้ออกมาช่วยรับผิดชอบด้วย เพราะกำลังพลและครอบครัวของพวกเขาก็เดือดร้อนเช่นกัน

นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า การลาออกขึ้นอยู่กับสามัญสำนึกของนายอนุทิน ต้องเข้าใจว่าคุณอนุทินเคยขึ้นถึงจุดสูงสุดไปแล้วคือวันเลือกตั้ง แต่นี่หลังเลือกตั้งมาแล้วกระแสคุณอนุทินตกไปเรื่อย ๆ คนที่เคยมีอำนาจมากกว่าคุณยังเคยติดคุกเลย และหน้าของคุณหรอจะรอด ขอให้จดจำคำพูดของตนไว้

นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า ตามวิถีประชาธิปไตยที่เราไม่ได้มาทำโทษหรือมาทำโทษนายอนุทิน แต่แสดงให้คุณอนุทินแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งตามหลักการวิถีประชาธิปไตยสามารถทำได้ ถ้าหากถามว่าเวลาไหนเหมาะสุด ก่อนที่คุณจะไปปฏิญาณตนแถลงนโยบายต่อสภาอันนี้คือเวลาที่ดีที่สุด

นายมงคลกิตติ์ กล่าวย้ำว่า ถ้าลาออกตอนนี้ยังทัน แต่หากลาออกช้ากว่านี้นายอนุทินจะไม่ได้ลาออก พร้อมยกตัวอย่างกรณีนายกรัฐมนตรีเนปาล พร้อมระบุว่า และคุณจะอยู่ไม่ได้ในประเทศไทย ครอบครัวและตระกูลคุณจะอยู่ไม่ได้ ถ้าหากคุณเชื่อตนวันนี้ คุณจะเจ็บตัวน้อย

เมื่อถามว่าข้อเสนอเดียวคือลาออกใช่หรือไม่ นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ลาออกไวก็เป็นคุณต่อกับตัวเขาและครอบครัว แต่ถ้าหากลาออกช้าและส่งผลให้ประชาชนเจ็บแค้น ตนไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น พร้อมกล่าวต่อว่า คุณอนุทินรู้ดีที่สุด เพราะก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดของชีวิตคือเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 และได้รับการโปรดเกล้าฯ ไปแล้ว หลังจากนี้ไม่มีไกลกว่านี้แล้ว

เมื่อถามถึงกรณีรัฐบาลออกแถลงการณ์ว่าทำเต็มที่แล้ว เนื่องจากยังมีข้อจำกัดเรื่องของ ครม. นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ทำเต็มที่แบบไหนจนเป็นแบบนี้ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนหมดแล้ว รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มี ครม. รักษาการ มีแต่นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ อย่ามาอ้างเรื่องของ ครม. รักษาการ ฝ่ายกฎหมายเก่ง ๆ ก็ลาออกไปแล้ว

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ตนไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องของกลไกทางน้ำมัน แต่ตนเห็นว่าหลังจากที่น้ำมันขึ้น 2 บาทก็เหมือนจะมีน้ำมันให้กับประชาชนได้เติมกัน วันนี้ตนจึงมาเอาข้อเท็จจริงที่สังคมสะท้อนปัญหามา วันนี้ขึ้นราคาอีก 8 ก็มีมาเต็ม แต่ต้องย้อนกลับไปว่าทำไมตอนมันไม่ขึ้นราคาไม่ประกาศว่ามีน้ำมันปริมาณเท่าไหร่ พีที หรือ ปตท. ได้ผลประโยชน์อะไรกับเขาหรือไม่ และต้องพูดถึงเรื่องของซื้อเสียงเลือกตั้ง ย้อนกลับไปเดือนกลางมกราคม มีรายงานว่า สส. จากทางใต้ ขนเงินไป 1 พันล้านบาท ไป 5 จังหวัดชายแดน ตนไม่ทราบว่านายพิพัฒน์ทราบหรือไม่ว่าเป็นใคร

เมื่อถามว่าเป็นเรื่องยากหรือไม่หากจะให้นายอนุทินลาออก นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า มันไม่ยากหรอก แค่เซ็นใบลาออก เดี๋ยวตนเชื่อว่าจะมีกระบวนการกลไกต่าง ๆ มาทำให้นายอนุทินอยู่ไม่ได้ คือถ้าออกตอนที่ประชาชนพอมีเยื่อใยอยู่ก็จะสามารถยังอยู่ในประเทศไทยได้ แต่เมื่อใดที่ออกไปในขณะที่ประชาชนไม่มีเยื่อใยต่อนายอนุทิน นายอนุทินก็จะอยู่ได้แค่จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดอื่นไม่สามารถอยู่ได้ แต่หากอยู่นาน ๆ ไป นายอนุทินก็จะอยู่ไม่ได้

เมื่อถามว่าจะผนึกกำลังกันขับไล่หรือไม่ นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า การมาของตนและนายมงคลกิตติ์ เราจะเป็นหมุดหมายเป็นอิฐ หวังว่าพี่น้องคนไทยที่รับไม่ได้กับการบริหารจัดการแผ่นดินซึ่งในหลายมิติที่ไม่มีความชอบธรรม ออกมาเรียกร้องส่งเสียงในจุดที่ตั้งของคุณ หรือทำวิธีการใด ๆ ส่งเสียงให้ถึงตัวนายอนุทินว่าเราไม่เอาคุณ เพราะคุณไม่มีความชอบธรรม ไสหัวไปเท่านั้นเอง

นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า เงินที่นักการเมืองซื้อเสียงไป 500 1,000 มันไม่มีบุญคุณกับประชาชนแล้ว ตอนนี้คุณก็ได้อำนาจไปแล้ว แต่อำนาจอธิปไตยของประชาชนมี 24 ชม. เพราะฉะนั้นการขับไล่รัฐบาลที่พวกคุณเลือกมา 4 นาที มันเป็นความชอบธรรม และการไล่ที่ถูกต้องตามกฎหมายคือรวมตัวกันไปยื่นหนังสือไปที่อำเภอทุกจังหวัดว่าเราไม่ต้องการคุณแล้ว ถ้าหากมีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมารวมตัวที่ทำเนียบรัฐบาลตนก็พร้อมที่จะมา แต่เป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอย่างสันติ สมมติมากัน 200,000 คน อำเภอละพันคน จะอยู่ได้หรือไม่ หากอยู่ได้ก็อยู่ไป แต่หากตอนลงพื้นที่ก็ตาย คุณไว้ใจได้หรือไม่ว่าประชาชนรู้สึกอย่างไร ตนเชื่อว่าร้อยละ 99.99 % เคียดแค้นกับคุณมาก ตนยังรู้สึกแค้น

เมื่อถามถึงกระแสที่ระบุว่าเป็นนายกฯ ที่ประชาชนเลือกมา นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ประชาชนที่เลือกมามีสองส่วน หนึ่งเลือกมานโยบายโดยสุจริต ส่วนหนึ่งประชาชนที่เลือกมาโดยการซื้อเสียงก็ส่วนหนึ่ง แต่ตนไม่รู้ว่าส่วนมากหรือส่วนน้อย เพราะฉะนั้นคนที่เลือกต้องรับผิดชอบด้วย

เมื่อถามว่าการชุมนุมจะซ้ำเติมประเทศหรือไม่ นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ไม่ได้ซ้ำเติม ตนขอถามกลับว่าการที่รัฐบาลอยู่แบบนี้ต่อไปเหมือนเป็นการซ้ำเติมประเทศหรือไม่ ในเมื่อสถานการณ์น้ำมันเป็นแบบนี้ ราคาสินค้าเป็นแบบนี้ซ้ำเติมหรือไม่ ถ้าหากมีลูกเดือดร้อนหรือไม่ การที่นักข่าวถามตน นักข่าวก็ได้รับความเดือดร้อนหรือไม่ อยู่ไปเดือดร้อนอยู่ทำไม ถ้าอยู่ไปแล้วเดือดร้อนน้อยลงจะให้อยู่

เมื่อถามว่าใครเหมาะสมจะมารับตำแหน่งแทน นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า คนที่แก้ปัญหาเรื่องพลังงานได้ ปากท้องพี่น้องประชาชนได้ มีความซื่อสัตย์สุจริตที่เป็นที่ประจักษ์ และมีความสามารถ เมื่อถามย้ำว่ามีชื่อในใจหรือไม่ นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า มีเยอะแยะ แต่เขาไม่มีโอกาส

Related Posts

Send this to a friend