‘เอกนัฏ’ ขอสภาโหวตหนุน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หนุนเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย
‘เอกนัฏ’ ขอสภาโหวตหนุน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หนุนเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย-กระจายโอกาสสู่ประชาชน ปลดล็อกทุนผูกขาด
วันนี้ (26 ส.ค. 69) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาคนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในการประชุม วาระเรื่องด่วนพิจารณา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลุกขึ้นชี้แจงว่า เราไม่ชอบไปกู้เงินมาใช้ในเวลานี้ แต่จากการอภิปรายของทุกคน ก็ทราบดีว่าสถานการณ์วิกฤต ต้นทุนพลังงาน ราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น โครงสร้างพื้นฐานโรงกลั่นถูกโจมตีทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปเช่นดีเซลพุ่งสูงขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่ผ่านมาจะเห็นว่ากระทรวงพลังงานและรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้เลือกวิธีแก้ปัญหาด้วยการใช้เงินอย่างเดียว แต่แก้เชิงนโยบาย เช่น ราคาน้ำมัน หักลดภาษีสรรพสามิตก็เหมือนนำเงินจากกระเป๋าซ้ายไปใส่กระเป๋าขวา เหมือนการลดรายได้ หรือการใช้เงินกองทุนก็เป็นการนำเงินในอนาคตมาชดเชยราคาในปัจจุบัน สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการกลับมากู้เงินอยู่ดี แต่รัฐบาลชุดนี้เลือกใช้กลไกที่ไม่เคยใช้มาก่อนในประวัติศาสตร์ ตนเองและรัฐบาลเลือกใช้กลไกที่ให้เราในยามวิกฤตเป็นอำนาจตาม พ.ร.ก.ป้องกันและแก้ไขภาวะการขาดแคลนน้ำมัน นำเงินจากโรงกลั่นมาลดราคาน้ำมันที่หน้าปั๊ม ซึ่งรวมกันแล้วเป็นเงิน 17,442 ล้านบาท ที่นำเงินจากกลุ่มทุนลดราคาหน้าปั๊ม ทำตลอดอย่างต่อเนื่อง เป็นธรรม และยังทำต่อ
นายเอกนัฏกล่าวว่า ตราบใดที่ยังต้องนำเข้าน้ำมันมากกว่า 90% คือการเอาความมั่นคงด้านพลังงานไปแขวนฝากไว้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนอกประเทศ ทั้งตะวันออกกลางและที่อื่น จึงมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งสิ่งที่เราต้องส่งเสริมคือเชื้อเพลิงชีวภาพ ที่มาจากผลิตผลของเกษตรกรในประเทศไทย เป็นการสำรองน้ำมันโดยเกษตรกรประเทศไทยเรื่องนี้ต้องทำ รวมไปถึงไบโอดีเซล ที่ก่อนหน้านี้ส่งเสริมให้มีการเติมน้ำมันบี 20 ซึ่งก็ทำให้ราคาปาล์มน้ำมันดีมาก แต่เราก็มองถึงเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน การสำรองน้ำมันด้วยเชื้อเพลิงชีวภาพในประเทศ ซึ่งเรามองในมิตินี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีใครเติมบี 20 แต่ปัจจุบันก็เพิ่มขึ้น เพิ่มหัวจ่าย เพิ่มสถานีให้บริการ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า
นายเอกนัฏระบุว่า วันนี้การเปลี่ยนผ่านพลังงานสำคัญ หากจะสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพจึงมีความจำเป็นต้องขอเงินกู้ส่วนนี้เพื่อปรับเครื่องยนต์ให้ใช้ส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงานลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ ใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น
เรื่องไฟฟ้า ประเทศไทยสามารถสำรวจและผลิตแก๊สได้จำนวนมาก และสามารถนำเข้าได้ในราคาที่ถูก คงที่ มั่นคง จากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าได้ อย่างไรก็ตาม เรายังต้องพึ่งการนำเข้าแก๊สเหลว ราว 30% ในการผลิตไฟฟ้า ต้นทุนแก๊สแพง โดยรัฐบาลชุดนี้ก็ลดราคาค่าไฟลงมา 200 หน่วยแรก ลดลง 3 บาท รวมไปถึงการดึงค่าไฟทางออกจากบิลค่าไฟของประชาชน เราแก้ปัญหาในเชิงระบบ เชิงนโยบาย ไม่ได้ทำแบบฉาบฉวย คือการยกเลิกสัญญาซื้อไฟที่แพงที่อุดหนุนการทำพลังงานสะอาดในอดีต ซื้อไฟจากทุนพลังงานแพงเกินจริงมีการผูกสัญญาชั่วนิรันดร์ การทำดาต้าเซ็นเตอร์ รัฐบาลชุดนี้มีมติ ครม. ระเบียบสำนักตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดระเบียบใหม่ให้ดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะเป็นผู้ใช้ไฟปริมาณสูงต้องตอบโจทย์เรื่องประโยชน์ที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจและผลกระทบกับสังคมและสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือเกณฑ์การใช้ทรัพยากร การทำดาต้าเซ็นเตอร์ต้องไม่ทำให้ค่าไฟของอุตสาหกรรมอื่นแพงขึ้น มีมติแยกประเภทผู้ใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ออกมา หากจะใช้ไฟเพิ่มต้องมีการนำเข้าแอลเอ็นจี ต้องรับผิดชอบค่าไฟที่แพงขึ้นที่เกิดขึ้นจากต้นทุนแอลเอ็นจีที่ต้องนำเข้าเพิ่มเติม ซึ่งเปิดตลาดรับซื้อไฟเสรีไม่ให้มีการผูกขาด ให้เกิดการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ
“จะเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีโอกาสไม่น้อยไปกว่าเศรษฐีน้ำมันในตะวันออกกลาง จะขอเงินลงทุนให้กับโรงไฟฟ้าที่ในท้ายที่สุดแล้วจะเป็นของประชาชน เราขอเงินก้อนนี้ไปลงทุน ไม่ได้ไปแจกของ ไม่ได้ไปสร้างมาแล้วมาเอาเงินทอน แต่เราต้องการเงินก้อนนี้ลงทุนสร้างโอกาสให้กับประชาชนและปลดล็อกปลดแอกจากเดิม ที่ต้องพึ่งพานายทุนให้ผูกขาด เราต้องการสร้างให้ประชาชนพึ่งพาตัวเองได้ แล้วเราก็พึ่งประชาชนคนไทยด้วยกัน”
นายเอกนัฏกล่าวทิ้งท้ายว่า ขอเพื่อนสมาชิกทุกคน ขอคะแนนเสียงของทุกคนในวันนี้ โหวตขอให้คิดถึงประชาชนที่รอโครงการเหล่านี้อยู่ วันนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะดึงผลประโยชน์จากทุนที่มีการผูกขาดเป็นระยะเวลานาน ที่เราจะล้มยักษ์ที่มาบังแดดความเจริญ บังโอกาส เบียดบังรายได้ของประชาชน ว่าเงินก้อนนี้ถูกใช้ด้วยความสุจริต และเป็นโอกาสของประชาชนคนไทยทุกคน













