‘เอกนิติ’ เผย ครม. นัดพิเศษ เคาะ 7 มาตรการช่วยเหลือประชาชนด้านพลังงาน
‘เอกนิติ’ เผย ครม. นัดพิเศษ นายกฯ กำชับให้ประหยัดพลังงาน – งดเดินทางดูงานต่างประเทศ พร้อมเรียก รมต. รับฟังรายงานสถานการณ์ล่าสุด พร้อมเคาะ 7 มาตรการช่วยเหลือประชาชนด้านพลังงาน เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 100 บาทต่อคน – ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ชี้ทำได้ แต่ต้องขอ กกต. ก่อน ด้าน ‘ปลัดพลังงาน’ รับหนักใจราคาน้ำมันพุ่ง บอกตอบไม่ได้ราคาดีเซลพุ่งถึง 50 บาทต่อลิตรหรือไม่ ส่วนราคาเป็นไปตามกลไกตลาด
วันนี้ (26 มี.ค. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน, นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชน ภายหลังราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้มีการประชุม ครม. นัดพิเศษ เนื่องจากทราบว่ามาตรการต่าง ๆ ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้เตรียมพร้อมเพื่อดูแลประชาชนเพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตในตะวันออกกลาง ซึ่งยังมีพัฒนาการมีความรุนแรง และเป็นวิกฤตพลังงานของโลก ซึ่งกระทบไปทั่วโลก วันนี้คณะรัฐมนตรีได้มีการรับฟัง และประเมินสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ที่เกิดจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง โดยได้ให้กระทรวงพลังงาน มาเล่าอัปเดตสถานการณ์ให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบสถานการณ์ ถึงเหตุผลความจำเป็นที่วันนี้ประเทศต่าง ๆ ต้องปรับตัวตามพลังงานของโลก ว่าจะปรับอย่างไร และคนไทยต้องปรับตัวเรื่องการบริหารจัดการพลังงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ และวิกฤตพลังงานของโลกที่กระทบกันถ้วนหน้า
นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ให้เตรียมมาตรการดูแลผลกระทบประชาชน ให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และให้หน่วยงานต่าง ๆ เตรียมมาตรการภายใต้ข้อจำกัด ขณะรัฐมนตรีเข้าใจดีว่าวันนี้แม้ยังอยู่ในระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่เรายังสามารถที่จะใช้กลไกเครื่องมือต่าง ๆ ในด้านกฎหมายเท่าที่ทำได้ กฎหมายไหนที่ติดข้อจำกัด ได้ให้ทางกฤษฎีกาช่วยพิจารณา ว่าภายใต้สถานการณ์ที่เราอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลใหม่นี้ สามารถมีกลไกออกมาตรการใดที่ช่วยประชาชน ก็ให้สามารถดำเนินการได้ โดยให้พิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมายและให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเสนอมาตรการวันนี้
นายเอกนิติ กล่าวว่า นายกฯ ได้เน้นย้ำในที่ประชุมวันนี้เป็นวิกฤตพลังงานที่ทั่วโลกโดยได้กำชับให้ส่วนราชการทางส่วนกลางท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจยึดเข้มงวดในมาตรการประหยัดพลังงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยเฉพาะการเดินทางไปอบรมดูงานต่างประเทศให้ยกเลิก โดยให้หน่วยราชการต่าง ๆ ไปกำชับ การไปประชุมสามารถดำเนินการได้เป็นภารกิจหน้าที่แต่การดูงานต่าง ๆ ได้กำชับว่าห้าม เพราะเราต้องปรับตัวทุกอย่างทั่วโลกจะวิกฤตพลังงานและเรื่องมาตรการเวิร์กฟอร์มโฮมให้กำชับหน่วยราชการต่าง ๆ การประหยัดไฟ การใช้แอร์ก็กำชับให้ส่วนราชการไปปฏิบัติตาม
“ในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ ทุกคนต้องปรับตัว หลายประเทศก็ต้องปรับตัวมาตรการวิกฤตพลังงาน เป็นสิ่งที่เป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่สิ่งที่พวกเราพยายามจะทำมากที่สุด คือนอกจากการปรับตัวแล้ว ภาครัฐพยายามบรรเทาผลกระทบให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในทุกเครื่องมือที่เราจะทำได้ รวมถึงคำนึงถึงภาพรวมทางเศรษฐกิจ และพยายามทุกวิถีทางเพื่อดูแลและเราจะสามารถร่วมมือร่วมใจผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน” นายเอกนิติ กล่าว
เมื่อถามว่า หากลดราคาภาษีสรรพสามิต ราคาน้ำมันจะลดลงด้วยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์พลังงานผันผวนมาก สิ่งหนึ่งที่เราได้พูดคุยกันใน ครม. คือวันนี้ราคาพลังงานขึ้นสูงมาก เราจะนำกองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยเต็มที่ ก็ให้หลักการว่าให้ลดภาษีสรรพสามิตมาช่วยเพิ่ม แต่ถ้าราคาลดลงมาเมื่อไหร่ ก็ต้องลดราคาให้กับประชาชนด้วย ซึ่งเป็นหลักการที่ได้พูดคุยกัน ดังนั้นราคาน้ำมันในตลาดโลกขึ้น เราก็จะขึ้นตาม แต่หากลดลง เราก็ต้องพิจารณาการลดด้วย
ส่วนการลดภาษีสรรพสามิตให้กองทุนน้ำมัน หรือกู้เพิ่มเติมให้กองทุน สามารถทำได้เลยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องรอรัฐบาลใหม่ และต้องทำโดยไม่มีภาระผูกพันในรัฐบาลต่อไป อย่างการกู้เงิน ก็ผูกพันในรัฐบาลต่อไป โดยสิ่งที่กระทรวงการคลังเสนอคือการลดภาษีสรรพสามิต ต้องไปดูข้อกฎหมาย และต้องไม่ผูกพันรัฐบาลต่อไปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจจะทำได้แค่ระยะหนึ่ง เมื่อรัฐบาลใหม่มาให้พิจารณาใหม่
ขณะที่นายอรรถพล ระบุว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยังไม่มีความแน่นอน ส่งผลมาถึงความผันผวนของราคาน้ำมัน ประเทศไทยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังเข้าไปช่วยเหลืออยู่ กรณีมีการปรับราคาขายปลีก 6 บาทต่อลิตร เทียบกับราคาเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างมาเลเซีย ปกติราคาจะต่ำกว่าเรามาตลอด แต่ตอนนี้สูงกว่า อยู่ที่ประมาณ 45.50 บาทต่อลิตร ของไทยอยู่ที่ 39 บาทต่อลิตร และเมื่อไม่กี่วันมาหน้านี้ที่มีการปรับทีเดียวสองเท่า สูงสุดคือ สิงคโปร์ 100 บาทต่อลิตร จะมี 2 ประเทศเท่านั้นที่ต่ำกว่าไทยคือ อินโดนีเซียกับบรูไน
อย่างไรก็ตาม หลังจากไทยปรับแล้ว ทำให้กองทุนอุดหนุนน้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 19 บาทต่อลิตร จะมีอัตราการไหลออกอยู่ประมาณ 1.7 พันล้านบาท ขณะนี้สถานะกองทุนติดลบประมาณ 3.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเหตุผลในการนำมาประกอบการพิจารณาในการปรับราคาในช่วงที่ผ่านมา มีการสะท้อนต้นทุนจริงเพิ่มขึ้น และให้ลดภาระของกองทุน ตอนนี้รัฐบาลพยายามประสานงานกับฝ่ายความมั่นคง และหลายหน่วยงานที่จะช่วยเข้าไปสอดส่องดูแลว่ามีการกระทำที่เอาเปรียบประชาชนหรือไม่
ส่วนวันนี้น้ำมันขึ้น 6 บาทต่อลิตร จะขึ้นไป 8 บาทต่อลิตร หรือ 9 บาทต่อลิตร หรือต้องขึ้นไปเรื่อย ๆ นายอรรถพล กล่าวว่า ต้องดูปัจจัยพร้อมกันหลายอย่าง ตลาดโลกเป็นอย่างไร ความแตกต่างของราคาพื้นฐานเป็นอย่างไร สถานการณ์ตะวันออกกลางเป็นอย่างไร และสถานะกองทุนเป็นอย่างไร ต้องดูหลายปัจจัยร่วมกัน ตอนนี้ให้เป็นไปตามกลไกตลาด ไม่ไม่ได้มีการกำหนดว่าจะต้องเพดานไม่เกินเท่าไหร่ แต่ยังคงใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเข้ามาเป็นตัวช่วยด้วย ไม่ใช่กองทุนน้ำมันจะถอนออกไป

ขณะที่ นางศุภจี กล่าวว่า ในภาวะวิกฤตกระทรวงพาณิชย์ได้มีการสั่งการให้กรมการค้าภายในทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ และใช้กลไกของคณะกรรมการบริหารส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เพื่อเข้าไปดูแลสินค้าจำเป็นและสินค้าควบคุม จำนวน 59 รายการ ขณะเดียวกันก็ได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการให้ดูแลสต็อกสินค้าที่มีอยู่ ให้แจ้งขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคา เพราะอาจมีการปรับขึ้นราคาในบางรายการ เช่น กระดาษชำระ ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน และผ้าอนามัย เป็นต้น ส่วนอีก 7 รายการ ที่อาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานนั้น อาทิ เมล็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด และซอสปรุงรส ได้ให้ ครม. พิจารณาเป็นรายการสินค้าควบคุมเพิ่มเติมแล้ว
สำหรับภาคการเกษตร นางศุภจี ระบุว่า รัฐบาลเข้าใจดีว่าเกษตรกรได้รับผลกระทบในเรื่องปุ๋ย จึงได้จัดหาวัตถุดิบเข้ามาเพิ่มเติม และหามาตรการมาเยียวยา เช่น การปรับสูตรปุ๋ยและหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มเติม เพื่อลดการนำเข้าวัตถุดิบ
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้เดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย” โดยจะส่งสินค้าราคาพิเศษลงไปให้กับผู้ค้าปลีกค้าส่งใน 77 จังหวัด เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ขณะเดียวกันก็จะใช้บัตรสวัสดิการมาช่วยเรื่องค่าครองชีพควบคู่ไปกับดำเนินการตรวจจับการกักตุนสินค้าตามกฎหมาย
นายลวรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันนี้ ครม. ได้ให้ความเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบประชาชน จำนวน 7 เรื่อง
1.คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงการคลังกลับไปพิจารณาการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ว่าจะลดอย่างไรและจะลดในระยะเวลาเท่าใด เพื่อให้เป็นไปตามความเหมาะสม แต่ในเรื่องนี้จะต้องไปขอคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ก่อน ฉะนั้นหาก กกต. อนุญาต ยืนยันว่าสามารถดำเนินการได้ทันที
2.ครม. เห็นชอบใช้กลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐดูแลกลุ่มเปราะบาง เป็นระยะเวลา 1 เดือน ภายใต้งบประมาณกว่า 1,300 ล้านบาท โดยจะเติมเงินเพิ่มให้ 100 บาทต่อเดือน จากเดิมที่ได้รับ 300 บาทต่อเดือน รวมเป็น 400 บาทต่อคนต่อเดือน โดยจะประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ว่าจะดำเนินการในระยะเวลาเท่าใด ซึ่งจะต้องขอ กกต. ก่อนเช่นกัน
3.ครม. เห็นชอบมาตรการดูแลกลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง รถบรรทุกและรถโดยสาร รวมถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
4.ครม. เห็นชอบการช่วยเหลือเกษตรกร เรื่องของปุ๋ย โดยจะใช้มาตรการ “ธงเขียว” เพื่อลดต้นทุนเกษตรกรและลดภาระการนำเข้า
5.ครม. เห็นชอบให้กลุ่มประมงใช้น้ำมัน บี 20 เพื่อลดต้นทุนให้ต่ำลงประมาณ 5-6 บาท
6.ครม. เห็นชอบให้คู่สัญญากับภาครัฐ ขยายระยะเวลาการตรวจรับงานที่เหมาะสม โดยจะชดเชยค่า K ให้เป็นรายกรณี
7.ครม. เห็นชอบเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการในส่วนของ SME โดยธนาคารออมสินจะเตรียม Soft loan ไว้ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อมอบสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
ขณะที่ นายชยธรรม์ กล่าวต่อว่า ผลกระทบจากราคาพลังงาน อาทิ ค่าโดยสารและค่าขนส่ง รัฐบาลจะมีการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า โดยเน้นไปที่กลุ่มผู้ให้บริการ 2 กลุ่ม คือรถบรรทุกสินค้า และรถโดยสารสาธารณะ ผ่านการสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประกอบการตามการใช้งานจริง โดยจะใช้จีพีเอสติดตามการใช้งานรถยนต์ ส่วนรถโดยสารขนาดเล็กกับรถจักรยานยนต์รับจ้างนั้น จะต้องไปลงทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกก่อน เพื่อติดตามการใช้งาน ซึ่งรายละเอียดทางกรมการขนส่งทางบกจะเป็นผู้ชี้แจง
ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นายกรัฐมนตรีอยากให้ประชาชนใช้รถขนส่งสาธารณะเพิ่มมากขึ้น จึงได้เพิ่มจำนวนเที่ยวการเดินทาง เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ขณะเดียวกันเพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่ามีน้ำมันเติมในทุกจังหวัดยังได้ให้กระทรวงมหาดไทยกำหนดจุดที่จะเติมน้ำมันสำหรับรถขนส่งสาธารณะ พร้อมกับให้กระทรวงพลังงานเติมน้ำมันเข้าไปที่สถานีบริการน้ำมันเพิ่มมากขึ้น
ด้าน นายประเสริฐ กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีที่ประชาชนกังวลว่าราคาน้ำมันอาจพุ่งไปถึง 50 บาท โดยยอมรับว่าการตัดสินใจปรับราคาเมื่อวานนี้มีความหนักใจ แต่ด้วยสถานการณ์มีความรุนแรงอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งตอนแรกไม่คาดว่าจะรุนแรง หรือยาวนานขนาดนี้ รัฐบาลก็พยายามตรึงราคาให้ได้ แต่สุดท้ายต้องยอมรับว่าด้วยสถานการณ์ที่รุนแรงขนาดนี้กองทุนน้ำมันเอาไม่อยู่ ประกอบกับการลักลอบกักตุนเก็งกำไร ทำให้น้ำมันที่เติมเข้าระบบประมาณ 86 ล้านลิตรซึ่งมากกว่าปกติประมาณ 20% หายไป ซึ่งอาจจะถูกนำไปเก็บสำรองไว้ใช้ในอนาคต จึงมองว่ามาตรการราคาเป็นทางหนึ่ง
ส่วนกรณีที่ประเทศเพื่อนบ้านก็ปรับราคาสูงกว่าราคาน้ำมันในประเทศ ปลัดกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้อยากให้เกิดผลกระทบจึงตรึงราคามาตลอด แต่หากถามว่าจะถึง 50 บาทหรือไม่ตนตอบไม่ได้ ดังนั้นราคาจากนี้ไปขึ้นอยู่กับสถานการณ์หากสถานการณ์ดีขึ้น ลดภาษี ก็จะลดราคา หลังจากนี้มีทั้งบวกและลบ













