‘กรณ์’ อัดรัฐบาลบริหารวิกฤตน้ำมันพลาดพลั้ง ผลักภาระให้ประชาชน
‘กรณ์’ ตั้งกระทู้ถาม ‘เอกนิติ’ อัดรัฐบาลบริหารวิกฤตน้ำมันพลาดพลั้ง ผลักภาระให้ประชาชนแต่โรงกลั่นได้กำไร ข้องใจต้องออก พ.ร.ก. กู้เงินหรือไม่
วันนี้ (23 เม.ย. 69) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม นายกรณ์ จาติกวณิช สส. บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสดถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรื่องเศรษฐกิจ
นายกรณ์ ระบุว่า ประชาชนเดือดร้อนอย่างหนักเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง และต้นตอที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากที่สุดคือเรื่องน้ำมัน วันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่ารัฐบาลได้บริหารพลาดพลั้งเกี่ยวกับการแก้ปัญหาพลังงานและน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ปล่อยให้เกิดการกักตุนน้ำมัน การขาดแคลน ปล่อยให้ผู้ค้าน้ำมันค้าในราคาที่แพงเกินไป เมื่อเทียบกับสต็อกน้ำมันเดิมที่มีต้นทุนน้ำมันดิบที่ต่ำกว่าราคาหลังจากเกิดวิกฤต ที่สำคัญคือบกพร่องปล่อยให้โรงกลั่นน้ำมันกำหนดราคาขายในราคาที่สูงเกินไป วัดโดยค่าการกลั่นที่มีอัตราเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับค่าการกลั่นในภาวะปกติ ซึ่งนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ยอมรับว่าค่าการกลั่นในระดับปกติไม่ควรเกินลิตรละ 2 บาท แต่ที่ผ่านมาท่านก็บวกสิ่งที่เรียกว่าวอพรีเมี่ยม และควรจะมีการปรับลดค่าการกลั่นลงมา 2 บาท แต่สูตรการคำนวณที่คิด 2 บาท คือเปรียบเทียบกับค่าการกลั่นที่อัตรา 7 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ประกาศลดให้กับพี่น้องประชาชน 2 บาท ค่าการกลั่นที่แท้จริง ไม่ใช่ 7 บาทต่อลิตร แต่สูงอยู่ที่ 17-18 บาท ต่อลิตร เมื่อเทียบกับค่าการกลั่นเฉลี่ยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคือ 8 บาทต่อลิตร ไม่ใช่ 2 บาทและ 5 บาท ที่ประกาศในสภาฯ ว่าท่านจะปรับสัดส่วนลดเพิ่มขึ้น เห็นว่า 8.50 บาท คืออัตราที่เป็นธรรมที่แท้จริงกับประชาชน
วันนี้ประชาชนแบกรับภาระอย่างหนัก และเป็นฝ่ายเดียวที่แบกรับภาระนี้ โรงกลั่นกำไร ส่วนรัฐบาลก็เก็บภาษี ไม่ได้ลดอัตราภาษีให้กับพี่น้องประชาชนลงแม้แต่สตางค์เดียว ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาซึ่งในมุมมองของพรรคประชาธิปัตย์คือสาเหตุของต้นตอที่มาของราคาสินค้าที่สูงขึ้น เนื่องมาจากต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการทุกประเภทสินค้าที่สูงขึ้น และวันนี้ราคาน้ำมันเริ่มปรับลดลงแล้ว แต่สิ่งที่เรายังไม่เห็นเลยคือการปรับลดราคาสินค้าทั่วไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้แต่แรก ถ้าปล่อยให้ต้นทุนราคาน้ำมันสูงเกินไป ราคาสินค้าทั่วไป ค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนจะสูงขึ้น และเมื่อราคาน้ำมันปรับลดลงมาเราจะไม่เห็นราคาสินค้าปรับลดลงตาม นี่คือความต่างในความคิดในเรื่องของการบริหารจัดการ
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ที่นายเอกนิติ เป็นประธาน ซึ่งมีเวลา 15 วันในการหาข้อสรุปว่าราคาน้ำมันที่เป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชนที่แท้จริงควรที่จะกำหนดอย่างไร วันนี้พ้น 15 วันแล้ว ได้มีข้อสรุปแล้วหรือยังว่าสูตรการกำหนดค่าการกลั่น สูตรกำหนดราคาขายน้ำมันที่เป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนควรเป็นเท่าไหร่ และจะดำเนินการอย่างไรในการคืนกำไรส่วนเกินที่โรงกลั่นตลอดช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ได้คิดผ่านสูตรค่าการกลั่นที่ รมว. พลังงาน ก็มองว่าไม่เป็นธรรม ถ้าท่านจะนำกำไรส่วนเกินมาคำนวณอย่างน้อยประมาณ 20,000 กว่าล้านบาทกลับมาให้พี่น้องประชาชนอย่างไร
นายเอกนิติ ชี้แจงว่า ในฐานะที่ตนเองเป็นประธาน คตร. เราได้มาดูค่าการกลั่นที่ทางกระทรวงพลังงานได้ประกาศตัวเลขค่าการกลั่น ที่นายกรณ์พูดว่าจะเห็นตัวเลขขึ้นไป 10 กว่าบาท เมื่อไปดูในรายละเอียดเป็นแค่ตัวเลขอ้างอิง ในที่ประชุมเราเรียกกันย่อ ๆ ว่า “ค่าการกลั่นทิพย์” เป็นค่าการกลั่นที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ แต่ตัวเลขต้นทุนค่าการกลั่นเป็นตัวเลขที่อ้างอิงโดยที่ยังไม่ได้รวมสถานการณ์ผิดปกติคือช่วงสงครามตะวันออกกลาง เราได้เชิญโรงกลั่นแต่ละแห่งเข้ามา พบว่าต้นทุนของการกลั่นที่แท้จริงแต่ละโรงไม่เท่ากัน เพราะต้องจ่ายค่าวอพรีเมี่ยม เราได้ลงมาคุยแต่ละโรงกลั่นว่าค่าวอพรีเมี่ยมที่เขานำเข้าน้ำมันดิบจากสถานการณ์สู้รบ การที่จะได้ตัวน้ำมันมากลั่นเพื่อมีน้ำมันให้ประชาชนใช้ต้องจ่ายค่าวอพรีเมี่ยมและต้องจ่ายค่าประกันที่สูงผิดปกติ โรงกลั่นบางแห่งต้องจ่ายค่านำเรือออกมาเป็นพิเศษทำให้ค่าต้นทุนไม่สะท้อนความเป็นจริง
เราทำเสร็จก่อน 15 วันและได้เสนอ ครม. การประชุมครั้งแรกผลคือค่าการกลั่นไม่สะท้อนความเป็นจริง ขอให้มีการปรับให้สะท้อนความเป็นจริงและเราพบว่าอาจจะมีในช่วงที่ราคาน้ำมันสูงโดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ ราคาขายก็สูงกว่าปกติแต่ต้นทุนก็จะต่ำกว่าปกติจึงทำให้เป็นค่าการกลั่นทิพย์ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ให้มีการปรับให้ถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น
ส่วนผลตอบแทนส่วนเกินโดย คตร. เสนอแนะว่าให้ใช้ พ.ร.ก. น้ำมันขาดแคลน พ.ศ. 2516 ให้คณะกรรมการ กบง. เป็นผู้ที่สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. นี้ได้ ซึ่งรัฐมนตรีพลังงาน ก็ได้นำเสนอเข้าสู่ ครม. และใช้อำนาจตรงนี้เป็นครั้งแรกในการไปลดผลตอบแทนส่วนเกิน ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีผลตอบแทนส่วนเกินประมาณ 2 บาทต่อลิตร สำหรับเดือน เม.ย. ก็ต้องมาพิจารณาอีกครั้ง เพราะเราอยากใช้ต้นทุนการกลั่นสะท้อนความเป็นจริง ไม่ใช่ค่าการกลั่นทิพย์หรือเป็นค่าการกลั่นที่อ้างอิง
สำหรับภาษีสรรพสามิต ต้องดูความสมดุลว่าฐานะการคลังและการช่วยเหลือประชาชนจะใช้เครื่องมืออะไร วันนี้สิ่งที่เราได้ตัดสินใจคือใช้กลไกของกองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นกลไกในการรักษาเสถียรภาพในเรื่องราคา ไม่ให้ส่งผ่านไปถึงประชาชนช่วยชะลอผลกระทบทั้งขาขึ้นและขาลง ซึ่งในหลายประเทศที่ตนเองได้ไปคุยมาไม่มีลักษณะของกองทุนนี้ ขณะเดียวกันภาษีสรรพสามิต เป็นรายได้หลัก ซึ่งเราต้องดูแลในเรื่องรายจ่ายอีกจำนวนมาก งบประมาณของประเทศในปีงบประมาณ 69 เราได้ตั้งรายจ่ายมาตั้งแต่ในอดีตจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลนี้เข้ามาก็ใช้งบประมาณนี้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลฐานะการเงินและรายได้เพียงพอที่จะมาใช้เป็นรายจ่ายในส่วนต่าง ๆ อีกมากในการดูแลประชาชนในทุกภาคส่วนไม่ใช่เฉพาะผู้ใช้น้ำมัน ประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนในส่วนต่าง ๆ ต้องได้รับงบประมาณจำนวนมากในการดูแล ซึ่งทุกกระทรวง ก็ต้องใช้งบเพราะฉะนั้นการที่จะหารายได้เพื่อที่จะมาดูแลประชาชนในส่วนอื่น ๆ ให้เพียงพอก็เป็นหน้าที่หนึ่งที่เราต้องรักษาสมดุลนี้
เราต้องดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานซึ่งเป็นวิกฤตโลก วิกฤตน้ำมันที่ขาดแคลนได้ส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนสูงมาก กลไกในการดูแลส่วนนี้จึงต้องใช้กองทุนน้ำมันมาช่วยชะลอไม่ให้กระทบประชาชน และท้ายที่สุดกองทุนน้ำมันก็เป็นภาระของคนทุกคนเช่นเดียวกับภาษีสรรพสามิตก็เป็น ภาระที่กระทบคนทุกคน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราดูแลคือใช้เครื่องมือให้ตรงจุด ใช้กองทุนน้ำมันในการดูแลรักษาเสถียรภาพของราคา ภาษีสรรพสามิตหารายได้มาดูแลประชาชนทุกภาคส่วน ถ้าเราไม่สามารถรักษาความสมดุล สิ่งหนึ่งที่อาจจะตามมาที่ใช้ทรัพยากรทุกอย่างไปดูแลประชาชนบางกลุ่มอาจจะมีประชาชนอีกหลายกลุ่มอาจจะได้รับผลกระทบจากการใช้เครื่องมือที่ผิด สิ่งที่น่ากลัวที่สุดถ้าเราไม่สามารถบริหารจัดการวิกฤตครั้งนี้ด้วยการดูแลประชาชนทุกภาคส่วนนอกจากประชาชนจะเดือดร้อนแล้ว วิกฤตพลังงานซึ่งเป็นวิกฤตโลกอาจจะนำพามาสู่วิกฤตอื่น ๆ เช่นวิกฤตการคลัง อาจจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนยิ่งกว่า
นายกรณ์ ยังถามเกี่ยวกับการเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ที่ยังไม่ได้มีการปรึกษากับกระทรวงการคลัง จึงเป็นห่วงว่าในอนาคตรองนายกฯ จะสามารถรักษาวินัยการคลัง ตามความตั้งใจได้หรือไม่ จริง ๆ เราทราบกันดีว่าฐานะการคลังของประเทศ ณ ปัจจุบันค่อนข้างดี หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็จริง แต่คิดตามสัดส่วนเมื่อเทียบกับต่างประเทศอยู่ในระดับที่ถือว่าดี สาเหตุสำคัญที่เป็นเช่นนั้น เพราะเรามี พ.ร.บ. หนี้สาธารณะที่จำกัดการขาดดุลของทุกรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้เปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถมีอะไรได้มากกว่ารายจ่ายได้ในปีงบประมาณแต่ละปีแต่มีเพดานจำกัดอยู่ที่ 20% ของงบประมาณโดยรวม จึงอยากถามว่า สถานการณ์ ปัจจุบันเข้าเกณฑ์ลำมูลมาตรา 172 ในการออก พ.ร.ก. กู้เงิน หรือไม่และสถานการณ์แบบไหนที่ท่านมองว่ารัฐบาลนี้อาจที่จะออก พ.ร.ก. กู้เงินจากการขาดดุลในงบประมาณได้
นายเอกนิติ ชี้แจงว่า ปัจจุบันมาตรา 172 คือสถานการณ์ฉุกเฉินและไม่มีทางเลือกอื่น สิ่งหนึ่งที่ตนพยายามทำอยู่ในปัจจุบันคือพยายามดูงบประมาณในส่วนอื่นว่าเรามีเหลือขนาดไหนที่จะสามารถทำเป็นพระราชบัญญัติเพื่อเตรียมที่จะเอามาช่วยเยียวยาประชาชน หากถามว่าสถานการณ์วิกฤตหรือไม่วันนี้มีการดูความหมายของวิกฤตได้หลายอย่างวิกฤตครั้งนี้จะแตกต่างจากวิกฤตในอดีต วันที่ตนเองได้ไปประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ทุกคนยอมรับว่านี่คือวิกฤตของโลกที่ทุกคนเจอเหมือนกันผ่านวิกฤตตะวันออกกลางฉะนั้นตนก็เตรียมความพร้อมว่าถ้ารุนแรงมากขึ้นก็ต้องเตรียมทรัพยากรทางการเงินมาดูแลประชาชนอย่างไร
โดยมอบให้กรมบัญชีกลางไปดูเม็ดเงินที่ยังไม่เบิกจ่ายมีเงินเหลือเท่าไหร่เพื่อเอามาดูแลประชาชนที่เดือดร้อน สิ่งที่น่าเป็นห่วงทุกวันนี้ทุกคนในต่างประเทศพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าขออย่าให้หว่านแหเพราะทรัพยากรทั้งโลกเราเพิ่งฟื้นตัวจากโควิดปัญหาของฐานะการคลังของทั้งโลกไม่เหมือนในอดีตเพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องใช้คือต้องใช้ให้ตรงจุด โดยเราพยายามดูแลกลุ่มเปราะบางไม่ให้ผลกระทบส่งผ่านไปถึงคนอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว ผ่านราคาสินค้า แต่ไม่ใช่เหวี่ยงแหไม่ช่วยให้เศรษฐีที่อาจจะใช้รถน้ำมันดีเซลเหมือนกันได้รับการเยียวยาเช่นเดียวกับกลุ่มคนที่เดือดร้อนเพราะฉะนั้นเราต้องมองคนที่เดือดร้อนจริง ๆ นี่คือนโยบายที่ทั้งโลกเห็นว่าเป็นนโยบายที่ควรมาช่วยคนที่เดือดร้อนมากที่สุด
”วันนี้มาตรา 172 ควรใช้หรือยัง ผมก็ต้องเตรียมกระสุนไว้ ถ้างบประมาณที่เราสามารถเรียกคืนมาได้ไม่เพียงพอ เราก็ต้องเตรียมเม็ดเงินอื่นเพื่อดูแลประชาชนที่ต้องเยียวยา และสิ่งที่ผมพยายามทำไว้คือเอามาใช้ในการเปลี่ยนผ่านประเทศ ถ้าพ้นวิกฤตครั้งนี้ ประเทศไทยสามารถกลับมาเข้มแข็งขึ้น ช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากการพึ่งพาน้ำมันก๊าซธรรมชาติ การนำเข้าเยอะก็มาใช้พลังงานทดแทน ซึ่งเป็นการเตรียมการล่วงหน้า และการยกระดับให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถแข่งขันที่ดีขึ้น”
นายเอกนิติ ระบุว่า วันนี้ งบประมาณของเราใช้เต็มเพดาน ที่บอกว่าเราจะขาดทุนได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของรายจ่ายงบประมาณประจำปี ร้อยละ 80 ของการชำระต้นเงินกู้ เราต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้มีค่าและถ้ามีความจำเป็นก็อาจต้องใช้มาตรา 172












