POLITICS

‘เท่าพิภพ’ จี้ปลดล็อกระเบียบสำนักพุทธฯ เสนอผ่อนผันค่าเช่า 30 ล้าน

สร้างโรงพยาบาลวัดวิมุตฯ ด้าน ‘ปกรณ์’ ขานรับบูรณาการหน่วยงานใช้ระบบดิจิทัล เปลี่ยนที่รกร้างเป็นสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศ

วันนี้ (23 เม.ย. 69) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เป็นประธานในที่ประชุม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ตั้งกระทู้ถามถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กรณีโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลในพื้นที่วัดวิมุตติยาราม เขตบางพลัด ซึ่งมีแนวคิดให้เป็นศูนย์กลางชุมชนร่วมกับโรงเรียนและศาสนสถาน เพื่อให้บริการประชาชนในพื้นที่ แต่ติดขัดด้านระเบียบของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยเฉพาะเงื่อนไขการเช่าที่ดินระยะยาวที่ต้องผ่านการอนุมัติ และมีการประเมินค่าเช่าประมาณ 30 ล้านบาท

นายเท่าพิภพระบุว่าพื้นที่บางพลัดขาดแคลนโรงพยาบาลรัฐ ทำให้ผู้สูงอายุต้องเดินทางไกลไปใช้บริการนอกพื้นที่ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านระบบขนส่งสาธารณะ จึงเสนอให้ฝ่ายบริหารพิจารณาใช้ดุลพินิจผ่อนผันระเบียบดังกล่าว เนื่องจากโครงการมีลักษณะเป็นประโยชน์สาธารณะและไม่แสวงหากำไร พร้อมเรียกร้องให้นายกฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประสานงาน เพื่อผลักดันให้โครงการโรงพยาบาลในพื้นที่เกิดขึ้นได้จริง แก้ปัญหาการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชนในเขตบางพลัด

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้รับมอบหมายให้มาตอบกระทู้แทนว่า กระทู้นี้เป็นเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนและหากดำเนินการได้จะเกิดประโยชน์อย่างมาก ตนเองคุ้นเคยพื้นที่และเห็นด้วยกับแนวคิดของวัดและกรุงเทพมหานครที่ต้องการพัฒนาเป็นโรงพยาบาล การใช้ที่ดินวัดต้องเป็นไปตามกฎหมาย โดยศาสนสมบัติมี 2 ประเภท ได้แก่ ศาสนสมบัติกลางที่อยู่ในการดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และศาสนสมบัติของวัดที่มีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทน แต่การดำเนินการไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัดเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราค่าเช่าไว้ โดยเปิดช่องในกรณีมีเหตุจำเป็นและเป็นประโยชน์สาธารณะ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเสนอเรื่องผ่านคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องและมหาเถรสมาคม เพื่อพิจารณาปรับอัตราค่าเช่าสำหรับหน่วยงานรัฐหรือองค์กรไม่แสวงหากำไรได้ ยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องยกเว้นระเบียบ เพียงดำเนินการตามขั้นตอนก็สามารถผลักดันโครงการได้ และสำนักพุทธฯ ยินดีประสานงานเพื่อให้โครงการเดินหน้าโดยเร็ว

นายเท่าพิภพกล่าวว่ากรณีนี้สะท้อนว่าระบบสามารถทำงานร่วมกันได้ พร้อมเสนอให้รัฐบาลขยายแนวคิดไปสู่การใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐที่รกร้างทั่วประเทศ เช่น พื้นที่การรถไฟหรือที่ราชพัสดุ ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะหรือสวัสดิการชุมชน และเสนอให้กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเข้ามาบริหารจัดการดูแลพื้นที่เพื่อลดปัญหาความเสื่อมโทรมและอาชญากรรม

นายปกรณ์ชี้แจงเพิ่มเติมว่า โครงการโรงพยาบาลหากมีการเสนอเรื่องมายังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะเร่งดำเนินการทันที ขณะนี้พบว่ามีแนวคิดจากทั้งวัดและกรุงเทพมหานครจริง แต่ยังไม่เข้าสู่ขั้นตอนอย่างเป็นทางการ เนื่องจากต้องพิจารณาเรื่องงบประมาณก่อสร้างก่อน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการนำที่ดินของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาใช้เพื่อสาธารณะ ภายใต้แผนบริหารจัดการที่ดินระยะ 15 ปี และหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายปกรณ์ยอมรับว่าปัญหาสำคัญอยู่ที่ขั้นตอนปฏิบัติ เนื่องจากที่ดินรัฐมีหลายหน่วยงานดูแล ทำให้การดำเนินการล่าช้า รัฐบาลจึงมีแนวทางเร่งรัดกระบวนการ โดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์และการบูรณาการหน่วยงาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการอนุมัติอนุญาต เราจะผลักดันให้การใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

Related Posts

Send this to a friend