กต. แจงยิบหลังตอบรับเข้ากระบวนการประนอม UNCLOS ยันไม่ใช่การขึ้นศาล ไม่มีแพ้ชนะ ไร้การเมืองแทรกแซง
วันนี้ (21 มิ.ย. 69) กระทรวงการต่างประเทศ จัดแถลงข่าวเรื่อง ไทย ตอบเข้าร่วมกระบวนการประนอมเกี่ยวกับข้อพิพาทในการกำหนดเขตทางทะเลภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) โดย นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และ นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ที่ห้องการแถลงข่าว กระทรวงการต่างประเทศ
นางมาระตี เปิดเผยว่า ประเด็นดังกล่าว มีความสำคัญไม่น้อย เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 69 ฝ่ายไทย ได้ส่งหนังสือถึงกัมพูชาแจ้งการตอบรับเข้าร่วมกระบวนการ UNCLOS ตามที่ฝ่ายกัมพูชา ได้มีหนังสือแจ้งริเริ่มกระบวนการ เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 69 โดยเนื้อหาที่ส่งไปถึงกัมพูชา มี 3 ประเด็น ได้แก่
ประเด็นแรก ฝ่ายไทย ได้แจ้งย้ำวัตถุประสงค์ของไทยในกระบวนการนี้ เป็นไปเพื่อกำหนดเขตทางทะเลเท่านั้น
ประเด็นที่สองคือ การแจ้งแต่งตั้งตัวแทนของไทยสองคน ซึ่ง จะทำหน้าที่เป็นผู้แทนไทยในกระบวนการ UNCLOS ได้แก่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นตัวแทนหลัก (Agent) และนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ เอกอัครราชทูต ณ คูเวต เป็นรองตัวแทน (Deputy Agent)
ประเด็นที่สามคือ การแจ้งชื่อผู้ประนอมสองคน ที่ไทย เป็นฝ่ายเลือก ได้แก่ อัลเบิร์ต เจ. ฮอฟฟ์แมน ชาวแอฟริกาใต้ และรือดิเกอร์ โวล์ฟรุม ชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านกฎหมายทะเล และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการกฎหมายระหว่างประเทศ
สำหรับขั้นตอนในการประนอมภาคบังคับ ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ไทย ได้ส่งหนังสือถึงกัมพูชา หรือนับตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย. 69 ผู้ประนอมทั้ง 4 คน ได้แก่ 2 คนจากที่ฝ่ายไทย เลือก และ 2 คนจากฝ่ายกัมพูชา เลือกจะต้องแต่งตั้งคัดเลือกผู้ประนอมคนที่ 5 เพื่อทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการประนอม และจะใช้เวลาประมาณ 12 เดือน หรือสามารถขยายระยะเวลาตามความเหมาะสม ในการจัดทำรายงาน หารือ เจรจา หรือรับทราบมุมมองของทั้งสองประเทศ รวมเป็นข้อเสนอแนะให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณาต่อไป
ทั้งนี้เอกสารข้อเสนอแนะ ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายแต่เป็นแนวทางให้ประเทศคู่กรณี ใช้เป็นพื้นฐานในการเจรจาหาข้อยุติที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่ายต่อไป ให้กลับมาสู่แนวทางที่ไทย เสนอมาตั้งแต่ต้นคือ การเจรจาทวิภาคี
นางมาระตี ระบุว่า ประเด็นสำคัญคือ การประนอม ไม่ใช่การขึ้นศาล ผู้ประนอม ไม่ใช่ทนายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เป็นผู้ที่มีความรู้มีความเชี่ยวชาญ น่าเชื่อถือ เป็นคนกลางที่จะรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย และพยายามจะหาจุดสมดุลของทั้งสองฝ่าย ดังนั้นผลลัพธ์ของการประนอม จะไม่ใช่คำพิพากษา หรือเป็นประเด็นที่มีผลผูกพันอย่างเป็นทางการ แต่เป็นข้อเสนอแนะแนวทางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
ไทย ในฐานะสมาชิกประชาคมระหว่างประเทศที่ดี เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎกติกาสากล ตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการประนอม ซึ่งเป็นการดำเนินการตามหน้าที่ของไทยภายใต้ UNCLOS ในฐานะที่เป็นรัฐภาคี
ไทย มีความพร้อมและเตรียมการด้านต่าง ๆ โดยกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่โดยความเป็นมืออาชีพ ยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ซึ่งจะนำเสนอความคืบหน้าอย่างเป็นระยะ
ไทย เข้าร่วมกระบวนการด้วยความสุจริตใจ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระบวนการประนอม จะสามารถช่วยให้ทั้งสองฝ่าย ยุติข้อพิพาทเรื่องเขตทางทะเลได้อย่างสันติและยั่งยืนในอนาคตต่อไป
ในช่วงถามตอบ ผู้สื่อข่าว ถามว่า การเข้าสู่การประนอมภาคบังคับ เดิม MOU 2544 กำหนดไว้ว่าการพูดคุยเรื่องผลประโยชน์ทางเขตแดน จะต้องคุยไปพร้อม ๆ กัน การประนอมภาคบังคับ จะเป็นการพิจารณาในลักษณะที่เหมือนกันหรือไม่ นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า ใน MOU 2544 ได้ระบุว่า ให้แบ่งเขตแดนทางทะเลร่วมกับการทำเขตพื้นที่ทับซ้อน ซึ่ง 25 ปีที่ผ่านมา ไม่คืบหน้า เพราะเพื่อนบ้าน อยากเน้นการพัฒนาพื้นที่ร่วม แต่หลักการทางกฎหมายหากได้เส้นข้างบนที่ไม่ชัดเจน จะทำให้เส้นข้างล่างที่พัฒนาร่วม จะทำร่วมกันได้แค่ไหน อาจจะไม่ชัดเจนตามไปด้วย
ดังนั้นหลักการของไทย จึงเน้นให้ทำควบคู่กันไป ควรขีดเส้นด้านบนให้ได้ความก่อน ข้างล่างถึงจะมีความชัดเจน เหตุผลที่ยกเลิกเพราะความต้องการไม่ตรงกันซึ่งถือเป็นเรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องหนึ่งกัมพูชา ได้เข้าเป็นภาคี UNCLOS ซึ่งเน้นเรื่องการแบ่งเขตทางทะเลเป็นตัวตั้ง ความจริงการพัฒนาพื้นที่ร่วมในกรณีที่ทับซ้อน เป็นเงื่อนไขหลัง การแบ่งเส้นเขตแดน อาจจะไปถึงจุดหนึ่ง ซึ่งทั้งสองฝ่าย มีเหตุผลทางกฎหมายและเหตุผลทางวิชาการที่เท่าเทียมกัน จนทำให้การแบ่งพื้นที่ตอนล่าง เป็นไปได้ยาก เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ไทย จึงให้ความสำคัญกับการแบ่งเขตทางทะเล ต้องการแบ่งเขตทางทะเลให้สิ้นสุด หากไม่จำเป็น ก็พยายามจะไม่เหลือพื้นที่ทับซ้อนเอาไว้
เมื่อถามถึงขั้นตอนหลักการเจรจา เสร็จแล้ว จะต้องผ่าน ครม. หรือจบในกรอบของกระทรวงการต่างประเทศได้เลย นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีกระบวนการนี้ กรณีนี้เป็นกรณีที่ 2 โชคดีอยู่บ้างที่มีกรณีแรกระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย โดยกระบวนการประนอมภาคบังคับ ยังเป็นกระบวนการทวิภาคีอยู่ เพียงแต่มีบุคคลที่สามเข้ามาร่วมด้วย การพูดคุย จะจบภายใน 1 ปี หากการแบ่งเขตแดน สามารถทำได้สิ้นสุดกระบวนการจริง ๆ จะมีการเซ็นสัญญาอีกฉบับหนึ่ง หมายความว่าเมื่อเสร็จกระบวนการแรกแล้ว จะนำเรื่องไป ครม. และสภาฯ เพื่อเซ็นสัญญาในการแบ่งเขตแดน หรือหากตกลงกันได้ในระดับหนึ่ง แต่มีอีกส่วนที่ขาดอยู่ ก็ยังเป็นเรื่องอำนาจทางอธิปไตยจะต้องผ่าน ครม. และสภาฯ อยู่ดี
เมื่อถามว่าการประนอมในชั้นนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าไทย อาจจะเสียเปรียบ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ไทย ยึดหลักหนักแน่นเพียงใด ไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซง นายเบญจมินทร์ กล่าวย้ำว่า กระบวนการนี้ เป็นกระบวนการสากล การจะทำอะไรนอกลู่นอกทาง พยายามใช้การเมืองระหว่างประเทศเป็นตัวบีบบังคับ คงไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม ต้องระลึกถึงทั้งฝั่งเขาและฝั่งเรา ในส่วนของผู้ประนอมหรือคณะกรรมาธิการประนอมในชุดที่กำลังจะมีขึ้น ถือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลก เพราะฉะนั้นเขา จะไม่เอาตนเองหรือชื่อเสียงที่สั่งสมอย่างดีมาเสี่ยง เพราะจะถูกใช้เป็นกรณีตัวอย่าง เพราะจะมีนักศึกษากฎหมายระหว่างประเทศและผู้ทรงคุณวุฒิ ใช้เป็นกรณีศึกษาต่อไป
เรา มั่นใจได้ว่าผู้ประนอม ไม่สามารถเอาการเมืองเข้ามายุ่งได้ ประเทศที่เข้าร่วม จะต้องมีความบริสุทธิ์ใจ ในการเข้าร่วม หากมีการปั่นข่าวหรือปั่นกระแสในระดับนานาชาติ จะทำให้ผู้ประนอมรู้สึกไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น มีสิทธิ์ที่จะมาปรามเช่นกัน เพราะฉะนั้นกระบวนการนี้เรา ทราบอยู่แล้วตั้งแต่เข้าเป็นรัฐภาคี UNCLOS เรา เชื่อมั่นในกระบวนการนี้ จึงเข้าสู่การประนอมภาคบังคับมากกว่าการไปศาล
กระบวนการนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะจบภายใน 12 เดือน ยกตัวอย่างกรณีติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย เป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชม เพราะสามารถบรรลุผลการตกลงได้ภายใน 12 เดือนจริง ๆ กรณีของไทยกับกัมพูชา อาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป อาจจะไม่ได้จบภายใน 12 เดือน แต่น่าจะมีข้อแนะนำหรือแนวทางดี ๆ ที่จะใช้ในการเจรจาต่อรองต่อไป อาจจะไม่ได้จบภายใน 12 เดือน แต่การเจรจาทวิภาคี จะยังมีต่อไป
เมื่อถามว่าหากคณะกรรมาธิการมีผลสรุปออกมาไม่ได้เป็นคุณ เป็นการเสียประโยชน์ และเรา ไม่ยอมรับส่งผลต่อภาพลักษณ์ของไทยหรือไม่ นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า คำว่า “เสียประโยชน์” หรือ “ได้ประโยชน์” เรา ยังไม่สามารถพูดแบบนั้นได้ หากสังเกตทางสื่อโซเชียลมีเดียหรือสื่อหลักทั้งสองฝ่าย เวลาพยายามจะลากเส้นเคลม จะต้องลากให้ถึงที่สุดของทั้งฝั่งเขาและฝั่งเรา ถึงจุดหนึ่ง จะต้องได้เส้นที่เหมาะสมและน่าจะเป็นจริงได้มากที่สุด ไม่อยากใช้คำว่าแพ้หรือชนะ แต่เชื่อว่าจะชนะด้วยกันทั้งคู่ หากมีเส้นเขตแดนที่ชัดเจน เพราะเรื่องนี้ ค้างเติ่งมา 25-26 ปี เรา ไม่สามารถใช้ทรัพยากรทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว จะชนะด้วยกันทั้งสองฝ่าย
เมื่อถามว่าหากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มีน้ำหนักกับการเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับหรือไม่ นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า ทุกอย่าง มีความหมายหมด เรา มีการเตรียมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ประวัติการเจรจา การศึกษาพัฒนาการกฎหมายระหว่างประเทศ การสอบถามผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง และวิชาการทางการคำนวณ
UNCLOS ค่อนข้างจะสมบูรณ์แบบ มีทั้งข้อกฎหมายข้อกำหนดทางวิชาการ กรณีที่มีข้อผิดพลาด ก็จะมีวิธีการแก้ไข ซึ่งข้อกำหนดทางวิชาการ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ไทย มีความมั่นใจ ทุกอย่าง มีความหมายหมดในการที่จะใช้ในการเจรจา เรา ได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องกับที่ปรึกษาระหว่างประเทศ ทั้งยังมีนักเขียนแผนที่ในมือ ขอให้เชื่อว่าเรา ทำดีที่สุด
ทั้งนี้หากในระหว่างการประนอมมีสถานการณ์ชายแดนทางบก กระบวนการ จะยุติหรือไม่ นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า กระบวนการนี้ เป็นกระบวนการสากลแยกออกมาจากกระบวนการทางบก หรือความสัมพันธ์ด้านอื่น หากกระบวนการนี้ สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น 100% หรือ 50% น่าจะมีส่วนส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านอื่นด้วย เรา จึงพร้อมที่จะเข้ากระบวนการนี้













