POLITICS

นายกฯ ยัน รัฐบาลพร้อมรับศึกซักฟอก กั๊กตอบ ดึง ‘กล้าธรรม’ ร่วมรัฐบาล

นายกฯ ยัน รัฐบาลพร้อมรับศึกซักฟอก กั๊กตอบ ดึง ‘กล้าธรรม’ ร่วมรัฐบาลแบ่งกระทรวง ย้ำมิตรภาพ ‘ธรรมนัส’ เป็นคนละเรื่องกับการเมือง บอก “ขอให้รอดู อย่าสมมติ”

วันนี้ (20 ต.ค. 69) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะมีขึ้นว่า ได้กำชับรัฐมนตรีให้เตรียมความพร้อมในการชี้แจงหรือไม่ โดยนายอนุทินกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเช่นกัน ดังนั้นทุกกระทรวงจึงต้องเตรียมความพร้อมในการชี้แจงข้อสงสัยและข้อกล่าวหาต่าง ๆ โดยเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ทำงานเป็นทีมเวิร์กอยู่แล้ว เนื่องจากมีพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเพียง 2 พรรค ทำให้การประสานงานและการให้ความร่วมมือระหว่างกันไม่ใช่เรื่องยาก

เมื่อถามว่ามีความกังวลต่อกระทรวงใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า สำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงที่ตนต้องทำการบ้านให้มาก

เมื่อถามถึงความชัดเจนของพรรคกล้าธรรมภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้น โดยมีกระแสข่าวทั้งการเข้าร่วมรัฐบาลและการยุบพรรคมารวมกับพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้น จะพูดล่วงหน้าได้อย่างไร เพราะยังไม่มีอะไรที่ชัดเจนหรือมีความหมายในขณะนี้

เมื่อถามว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่าพรรคกล้าธรรมจะได้เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวเพียงว่า ขอให้ถามเรื่องการทำงานดีกว่า เพราะวันนี้ ครม. ได้อนุมัติหลายเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงกระแสข่าวว่าพรรคกล้าธรรมจะยุบรวมกับพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินเพียงยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

ส่วนกรณีที่สังคมมองว่ารัฐบาลมีความเข้มแข็งแล้ว และจะเพิ่มความเข้มแข็งทางการเมืองอีกหรือไม่นั้น นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่ ขณะที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกระบวนการทางรัฐสภาและเป็นกลไกตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ซึ่งรัฐมนตรีทุกคนมีความพร้อมที่จะชี้แจงข้อสงสัยและแก้ข้อกล่าวหาต่าง ๆ อยู่แล้ว ส่วนการทำงานของรัฐบาลก็ยังต้องดำเนินต่อไปอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่ามั่นใจในการชี้แจงของรัฐมนตรีทั้ง 18 คนในสภาหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ซึ่งจะมีการลงมติในท้ายที่สุด หากถามว่าตนมั่นใจในตัวเองหรือไม่ ภายในใจก็มั่นใจ แต่จะให้พูดว่ามั่นใจมากนั้นคงพูดไม่ได้

เมื่อถามย้ำว่ามั่นใจหรือไม่ว่ารัฐบาลจะได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนมากกว่าจำนวนเสียงที่มีอยู่ในปัจจุบัน นายอนุทินกล่าวว่า หากถามเรื่องนี้ก็ต้องย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ เพราะการจัดตั้งรัฐบาลต้องมีเสียงข้างมากในสภา โดยที่ผ่านมา มีเพียงรัฐบาลอนุทิน 1 ที่มีเสียงข้างน้อย แต่ในช่วงนั้นไม่ได้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้เกือบจะมีการอภิปราย แต่มีการยุบสภาไปก่อน ส่วนรัฐบาลอนุทิน 2 ในปัจจุบันมีเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรเกือบ 300 เสียง ผู้สื่อข่าวสามารถนำไปคำนวณได้เอง

เมื่อถามว่าหากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้รัฐบาลได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่า 300 เสียง จะส่งผลต่อการตัดสินใจดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า การลงมติทุกอย่างถือเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อถามต่อว่าหากพรรคกล้าธรรมลงมติสนับสนุนรัฐบาล จะมีผลต่อการตัดสินใจเชิญเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ขอให้รอจนกว่าเรื่องดังกล่าวจะเกิดขึ้น ซึ่งคงใช้เวลาอีกไม่นาน โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะไปหารือกับวิปของสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับกำหนดวันอภิปราย เพื่อให้รัฐมนตรีทุกคนสามารถเข้าร่วมรับฟังการอภิปรายได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลกับภารกิจอื่น

นายอนุทินกล่าวว่า ข้อเสนอเบื้องต้นคือให้มีการอภิปรายในวันที่ 27-29 ตุลาคม และลงมติในวันที่ 30 ตุลาคม อย่างไรก็ตาม วันและจำนวนวันที่แน่นอนยังต้องขึ้นอยู่กับการหารือร่วมกัน เนื่องจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลเคยระบุว่าจะเสนอวันดังกล่าว แต่ถูกประธานสภาผู้แทนราษฎรทักท้วงว่าไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะกำหนดเอง เพราะต้องเป็นการหารือร่วมกันระหว่างวิปทั้ง 3 ฝ่าย รวมถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วย

นายกรัฐมนตรีกล่าวขออภัยที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลอาจใช้ถ้อยคำคลาดเคลื่อน โดยพูดในลักษณะว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการ ทั้งที่ควรใช้คำว่าเป็นข้อเสนอของรัฐบาล

เมื่อถามว่าขณะนี้มีการมองข้ามไปถึงสถานการณ์หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วว่า รัฐบาลจะมีเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายอนุทินร้องว่า “หึ๊ย” ก่อนกล่าวว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปทีละขั้นตอน เพราะขณะนี้ยังไม่มีการอภิปราย เมื่ออภิปรายเสร็จแล้ว รัฐมนตรีก็ต้องชี้แจง จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการลงมติ จึงจะทราบได้ว่าคะแนนเสียงสนับสนุนจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ขอให้รอจนถึงเวลานั้นแล้วค่อยสอบถามอีกครั้ง

เมื่อถามย้ำว่าเท่ากับว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้ปฏิเสธหรือปิดประตูตายในการดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “ก็ผมยังไม่รู้เลยว่าแต่ละคนจะได้คะแนนเท่าไร สมัยที่ตนโดนอภิปรายตอนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ยังไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะได้คะแนนเท่าไร ต้องนั่งลุ้นทุกครั้งว่าจะได้คะแนนมากกว่าหรือน้อยกว่าคนอื่น รวมถึงลุ้นว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านด้วย”

นายอนุทินกล่าวต่อว่า ไม่มีอะไรที่จะรับประกันได้ว่าจะผ่านการลงมติอย่างแน่นอนเพียงเพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมาก เพราะรัฐบาลไม่ได้บริหารประเทศด้วยวิธีคิดเช่นนั้น แต่ต้องมั่นใจในข้อมูลที่จะใช้ตอบข้อซักถาม ข้อสงสัย และข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน โดยไม่ใช่เพียงนายกรัฐมนตรีคนเดียวที่ต้องชี้แจง แต่รัฐมนตรีอีก 17 คนก็ต้องตอบคำถามเช่นกัน

เมื่อถามว่าภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “โอ๊ย อย่าเพิ่งถาม”

ส่วนกรณีภาพการไปรับประทานอาหารร่วมกับร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และมีการพูดคุยเรื่องใดกันบ้างนั้น นายอนุทินหัวเราะก่อนถามกลับว่า “ต้องบอกด้วยเหรอ คนเป็นเพื่อนกัน”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกระแสข่าวว่าพรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงกระแสข่าว พร้อมอธิบายถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวกับร้อยเอกธรรมนัสว่า ทั้งสองคนรู้จักและคบหากันมาตั้งแต่สมัยที่ร้อยเอกธรรมนัสยังมียศร้อยเอก โดยเป็นนักเรียนนายร้อยรุ่นที่ 25 เหมือนกัน ในอดีตเคยเที่ยวเตร่ เฮฮา และพึ่งพาอาศัยกันมาโดยตลอด อีกทั้งยังพบปะกันอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม นายอนุทินย้ำว่า เรื่องการเมืองต้องแยกออกจากเรื่องส่วนตัว โดยกล่าวว่า หากจะบอกว่ามิตรภาพเพียงอย่างเดียวทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ ก็ต้องถามเช่นกันว่าเหตุใดร้อยเอกธรรมนัสจึงไม่ได้อยู่ในรัฐบาลขณะนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องประเทศชาติบ้านเมืองก็ต้องเป็นเรื่องของประเทศชาติบ้านเมือง ส่วนเรื่องมิตรภาพก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง โดยตนและร้อยเอกธรรมนัสยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ พร้อมย้ำอีกครั้งว่า “เรื่องการเมืองก็เป็นเรื่องการเมือง”

เมื่อถามถึงความชัดเจนเรื่องการแบ่งกระทรวงริมน้ำให้พรรคกล้าธรรม นายกรัฐมนตรีถามกลับว่า “กระทรวงริมน้ำคืออะไร” เมื่อผู้สื่อข่าวชี้แจงว่าหมายถึงกระทรวงพาณิชย์ และมีการจับตาบทบาทของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายอนุทินหัวเราะเสียงดัง ก่อนกล่าวว่า “อย่าสมมติ ขอให้รอ”

ส่วนกรณีที่หากพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล จะมีการจัดสรรโควตารัฐมนตรีโดยปรับลดจากสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทยนั้น นายอนุทินย้ำว่า ไม่ควรตั้งสมมติฐานเรื่องดังกล่าวในเวลานี้ เพราะการอภิปรายยังไม่เกิดขึ้นและยังไม่มีการลงมติ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าใครจะอยู่ ใครจะไป ใครจะเข้ามาใหม่ หรือใครจะเปลี่ยนแปลง รัฐบาลก็ต้องทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างเต็มที่ และการทำงานในส่วนนี้จะไม่เสียไป

Related Posts

Send this to a friend