POLITICS

10 เครือข่ายภาคประชาสังคม ยื่นหนังสือถึง ‘นายกฯ – ภูมิใจไทย’ เรียกร้องถอนร่างกฎหมาย 4 ฉบับ

10 เครือข่ายภาคประชาสังคม ยื่นหนังสือถึง ‘นายกฯ – ภูมิใจไทย’ เรียกร้องถอนร่างกฎหมาย 4 ฉบับ กระทบงบ 4 กองทุนเกือบ 1.4 หมื่นล้านบาท ชี้ ผลรับฟังความเห็นประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ด้าน ‘นิกร’ รับข้อเรียกร้องกลับไปหารือ ย้ำ ต้องพิจารณาแยกเป็นรายฉบับ เหตุ แต่ละกองทุนมีปัญหาและที่มาต่างกัน

วันนี้ (20 ต.ค. 69) ภาคประชาสังคม 10 เครือข่าย และตัวแทนประชาชน รวมตัวเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ ยื่นหนังสือเปิดผนึก พร้อมรายชื่อประชาชนถึงนายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย เรียกร้องให้ถอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับออกจากกระบวนการทางนิติบัญญัติโดยเร็วที่สุด ยุติการรวมศูนย์อำนาจงบประมาณ และหยุดความเสี่ยงในการเปิดช่องให้กลุ่มทุนได้รับประโยชน์ โดยมี นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้รับหนังสือ

สำหรับ 10 เครือข่ายภาคประชาสังคม ประกอบด้วย เครือข่ายองค์กรนวัตกรรมสังคม เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ และครอบครัว, เครือข่ายคนทำงานเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว, เครือข่ายคนรุ่นใหม่ร่วมสร้างนิเวศชุมชนในการลดปัจจัยเสี่ยงและสร้างความเป็นธรรมด้านสุขภาพ, เครือข่ายเด็กเท่ากัน, เครือข่ายบ้านย่ายาย, เครือข่ายขับเคลื่อนกฎหมายคุ้มครองแรงงานว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาของแรงงานหญิง, เครือข่ายอดีตนักข่าวไทยพีบีเอส, เครือข่ายปิดเทอมสร้างสรรค์, เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก และเครือข่ายพลเมืองสร้างสุขสังคมสูงวัย

น.ส.ฐิตินบ โกมลนิมิ ตัวแทนเครือข่ายอดีตนักข่าวไทยพีบีเอส กล่าวว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการยืนยันว่า สื่ออิสระต้องสื่อสารเพื่อประชาชน ส่วนตัวรู้สึกหดหู่ และสลดใจกับการเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแหล่งเงินของทั้ง 4 กองทุน โดยเฉพาะไทยพีบีเอสที่ถูกลดทอนให้เป็นเรื่องความไม่โปร่งใส จนละเลยประเด็นสำคัญเรื่องการยกเลิกภาษีเฉพาะ ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน

นอกจากนี้ ยังไม่มีการให้ความสนใจกับกองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนการกีฬาแห่งประเทศไทยอย่างเพียงพอ โดยกองทุนผู้สูงอายุ ได้รับเงินกว่า 4,000 ล้านบาท หากไม่มีกองทุนนี้ผู้สูงอายุที่ยากไร้ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะได้รับผลกระทบอย่างยิ่ง ส่วนกองทุนกีฬา เป็นแหล่งสนับสนุนนักกีฬา ที่ผ่านมาในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ มีนักกีฬาที่ไม่มีสังกัด หรือนักกีฬายากไร้เข้าร่วมการแข่งขันและได้รับเหรียญทอง

น.ส.ฐิตินบ เรียกร้องให้ไทยพีบีเอสเลิกทำตัวเป็นเหยื่อในสถานการณ์นี้ และลุกขึ้นทำหน้าที่สื่อสาธารณะด้วยการตรวจสอบผลกระทบของการยกเลิกภาษีเฉพาะต่อทั้ง 4 กองทุน ประชาชนจะได้รับผลกระทบอย่างไร ไม่ใช่มองเพียงมิติการสร้างเสริมและซ่อมสุขภาพเท่านั้น

สำหรับแถลงการณ์ของ 10 เครือข่ายภาคประชาสังคม ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมที่มาของงบประมาณของ 4 องค์กรและกองทุน ได้แก่ สสส. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) กองทุนผู้สูงอายุ และการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โดยอ้างเหตุผลเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลังของชาติ

ผลการเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบสารสนเทศของรัฐสภา วันที่ 30 กันยายน – 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ การอ้าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 เพื่อดึงงบประมาณเกือบ 14,000 ล้านบาท กลับเข้าสู่งบประมาณแผ่นดิน ยังไม่มีการแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความคุ้มค่าและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยเงินดังกล่าวนำไปใช้ในงานป้องกันและสร้างเสริมสุขภาวะ ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของระบบสาธารณสุขในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อกังวลต่อข้ออ้างว่าจะมีการออกกฎกระทรวงปรับขึ้นอัตราภาษีเพื่อทดแทนรายได้ของกองทุนหลังยกเลิกการจัดเก็บเงินจากสุราและยาสูบ เนื่องจากไม่มีหลักประกันว่าจะดำเนินการได้จริงหรือทันทีหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ และอาจเปิดช่องให้ธุรกิจแอลกอฮอล์และยาสูบได้รับประโยชน์จากภาระภาษีที่ลดลง ขณะที่ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนด้านสุขภาพและปัญหาสังคม

เครือข่ายฯ เห็นว่า เงินของทั้ง 4 กองทุนเป็นภาษีที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ ไม่ใช่งบประมาณทั่วไป การดึงกลับไปเป็นงบประมาณรายปีอาจนำไปสู่การรวมศูนย์อำนาจจัดสรรงบประมาณไว้ภายใต้การควบคุมของฝ่ายการเมือง และกระทบต่อความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ตลอดจนงานพัฒนาสังคมที่อาจไม่ได้รับความสำคัญจากฝ่ายการเมือง

ข้อเรียกร้องของเครือข่ายฯ มี 2 ประการ ได้แก่ ให้นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย ถอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับออกจากรัฐสภาทันที และให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการปฏิรูปและการมีส่วนร่วมของกองทุนและองค์กรสาธารณะ โดยเปิดโอกาสให้ตัวแทนทุกพรรคการเมือง ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม

ด้าน นายนิกร กล่าวว่า เรื่องนี้มีที่มาและวัตถุประสงค์หลัก ก่อนจะแตกเป็น 4 ฉบับ ซึ่งแต่ละฉบับรับเงินจากแหล่งเดียวกัน แต่ปัญหาไม่เหมือนกัน ซึ่ง สสส. เกิดขึ้นพร้อมกับกองทุนเลขสวย มีช่วงหนึ่งที่ สสส. ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าให้เงินกับกลุ่มของตัวเองเยอะ ส่วนไทยพีบีเอสเกี่ยวกับการบริหารงาน เพิ่งทราบว่ามีการจ้างงานในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งกำลังถูกตรวจสอบจากกฎหมายฉบับนี้อยู่

เรื่องกองทุนผู้สูงอายุ ประเด็นคือเงินสำหรับผู้สูงอายุเท่านี้ไม่พอ ต้องการให้รัฐบาลกลางรับผิดชอบ โดยจะนำเงินไปดูแลผู้สูงอายุให้มากกว่านี้ ปัจจุบันถ้าคนดื่มเท่าไร ผู้สูงอายุก็จะได้รับอานิสงส์เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่หลักการที่ผู้สูงอายุควรได้รับการดูแลจากรัฐ ส่วนเรื่องกีฬาเพิ่งประชุมจะตั้งกระทรวงใหม่ จึงต้องพิจารณาว่า กีฬาต้องนำเงินจากส่วนไหนเข้าไปช่วย

สำหรับกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ต้องมาพิจารณากันให้ชัดเจนก่อน ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่รับปากจะนำเรื่องเสนอเข้าคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการพิจารณารายละเอียดในแต่ละฉบับไม่เหมือนกัน จึงต้องพิจารณากันทีละฉบับ แต่ยินดีจะรับเรื่องไว้

Related Posts

Send this to a friend