‘สิริพงศ์’ ชง ครม.ปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รถยนต์เก่าเกิน 20 ปี – จักรยานยนต์ เกิน 15 ปี ไม่ตัดสิทธิ์
‘สิริพงศ์’ ขอโทษประชาชน ปมหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชง ครม.ปรับเกณฑ์ รถยนต์เก่าเกิน 20 ปี – จักรยานยนต์ เกิน 15 ปี ไม่ตัดสิทธิ์ เปิดช่องอุทธรณ์รถโอนลอย – ถูกสวมชื่อซื้อรถ พร้อมทบทวนแก้เกณฑ์นักศึกษานอกระบบ
วันนี้ (20 ก.ค. 69) เวลา 11.00 น. ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง และนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง แถลงข่าวถึงการอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย
นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมต้องขออภัยประชาชน ในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นในการดำเนินการ และหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ถูกกำหนดขึ้น เพื่อคัดกรองให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่สมควรได้รับสิทธิมากที่สุด แต่เมื่อเข้าสู่การปฏิบัติจริงกลับพบข้อจำกัดหลายประการที่ทำให้ประชาชนเกิดความไม่สะดวก
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า กรมการขนส่งทางบกได้เร่งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนทั่วประเทศตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา โดยอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และเจ้าหน้าที่ทุกจังหวัดเปิดการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนได้รับเรื่องร้องเรียนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการถือครองรถยนต์ ซึ่งตามหลักเกณฑ์เดิม ระบุว่า ผู้มีสิทธิจะต้องไม่มีกรรมสิทธิ์รถยนต์ ยกเว้น 4 กรณี ได้แก่ ผู้ถือครองรถจักรยานยนต์ ความจุไม่เกิน 300 ซีซี, รถสามล้อ, รถยนต์สี่ล้อรับจ้างที่จดทะเบียนถูกต้อง และรถเพื่อการเกษตร ซึ่งมีได้ไม่เกินคนละ 1 คัน
ทั้งนี้ เราได้รับเรื่องร้องเรียนว่า มีประชาชนจำนวนมากที่มีรถยนต์ลักษณะนี้ เป็นรถเก่าที่มีมูลค่าต่ำ ไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่ยังไม่ได้จำหน่ายทะเบียนออกจากระบบ รวมถึงยังมีรถที่สูญหายหรือสิ้นสภาพการใช้งานไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ดำเนินการทางทะเบียนออกจากระบบ รวมทั้งกรณีที่มีการขายไปแล้ว มีการโอนลอย แต่ยังไม่มีการจดชื่อโอนกรรมสิทธิ์ และการถูกนำชื่อไปสวมสิทธิ์ในการซื้อรถของคนอื่น ซึ่ง เป็นประเด็นหลักที่ขนส่งทั้งประเทศได้รับเรื่องจากประชาชน
ดังนั้น ในส่วนของกระทรวงคมนาคม ได้มีหนังสือให้กระทรวงการคลัง ได้ทบทวน อรกทั้งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ จึงเป็นที่มาของการนำเสนอเพื่อนำไปทบทวน โดยหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เสนอไป จะถูกนำเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (21 ก.ค.) โดยจะมีการปรับเกณฑ์ในการพิจารณารถเก่า ได้แก่ รถยนต์ต้องมีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี, รถมอเตอร์ไซค์ ที่มีอายุการใช้งานเกิน 15 ปี ก็จะถูกนำมาใช้คิดประเมิน และไม่ตกเกณฑ์ประเมินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ส่วนประเด็นการถือครองมอเตอร์ไซค์ ยังเสนอให้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การถือครองรถจักรยานยนต์ โดยผู้ที่มีรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี จำนวนไม่เกิน 2 คัน และยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระ จะไม่ถูกตัดสิทธิ์เช่นกัน
สำหรับกรณีรถที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ แต่สิ้นสภาพการใช้งานแล้ว หรือเป็นรถเก่าที่ไม่ได้ใช้งาน รวมถึงรถที่จอดทิ้งไว้ และไม่ได้ต่อทะเบียน ประชาชนสามารถแจ้งข้อเท็จจริงต่อสำนักงานขนส่งจังหวัด เพื่อให้เจ้าหน้าที่จัดทำบันทึกประกอบการอุทธรณ์ และส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบพิจารณาได้
ส่วนผู้ที่ขายรถแบบโอนลอยไปแล้ว แต่ยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์อย่างสมบูรณ์ สามารถไปลงบันทึกที่สำนักงานขนส่งจังหวัดได้เช่นเดียวกัน หากมีหลักฐานการซื้อขายจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา แต่หากไม่มีหลักฐาน ก็สามารถใช้การบันทึกถ้อยคำประกอบการพิจารณาได้
ส่วนในกรณีที่ประชาชนถูกผู้อื่นนำชื่อไปแอบอ้างซื้อรถ สามารถยื่นอุทธรณ์พร้อมแจ้งข้อเท็จจริงต่อสำนักงานขนส่งจังหวัดได้เช่นกัน
นายสิริพงศ์ ระบุอีกว่า เพื่อช่วยลดภาระการเดินทางของประชาชน กระทรวงคมนาคมได้จัดทำแบบฟอร์มกลางร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่สามารถรับข้อมูลจากประชาชน แล้วส่งต่อให้กรมการขนส่งทางบกดำเนินการแทน โดยยืนยันว่าจะพยายามแบ่งเบาภาระของประชาชนให้มากที่สุด และทำให้ผู้ที่สมควรได้รับสิทธิได้รับสิทธิอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยังเตรียมปรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับนักเรียน และนักศึกษานอกระบบ หลังพบว่าปัจจุบันผู้ที่มีสถานะเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาถูกตัดสิทธิ์โดยอัตโนมัติ ทั้งที่หลายคนอยู่ในภาวะยากจน โดยกระทรวงการคลังจะพิจารณาองค์ประกอบด้านอื่นร่วมด้วย เพื่อให้การพิจารณามีความเป็นธรรมมากขึ้น
นายสิริพงศ์ ยังชี้แจงถึงการกำหนดเรื่องการครอบครอง รถที่มีอายุ 15-20 ปี ว่า เหตุที่ต้องปรับเกณฑ์เกิดจากสภาพปัญหาที่พบจริง ซึ่งหลักเกณฑ์ครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นแต่เมื่อเข้าสู่การปฏิบัติพบรายละเอียดของปัญหาที่มีปลีกย่อย สิ่งที่ทำขณะนี้ไม่ได้ขอแก้หรือลดหลักเกณฑ์ แต่เป็นการขอปรับปรับปรุงในรายละเอียดให้ครบถ้วนสมบูรณ์และตอบโจทย์กับการดำเนินการให้มากขึ้น เนื่องจากวิถีการดำเนินชีวิตของคนเมือง และคนที่อยู่ในชนบทมีความแตกต่างกันดังนั้นจึงต้องปรับให้ เข้ากับบริบท
ส่วนเกณฑ์อายุรถ 15-20 ปีนั้น คิดจากค่าเสื่อม และมูลค่ากับการใช้งานให้พอสมควรกัน ซึ่งมองว่าสมเหตุสมผลอย่างไรก็ตามย้ำว่าปีไม่ใช่ทั้งหมดเพราะสุดท้ายอยู่ที่สภาพรถด้วย













